หลวงพ่อตอบปัญหา

คลิกเลือกอ่าน

ปัญหาการรักษาศีล ปัญหาการปฏิบัติธรรม ปัญหาพระนิพพานและอานิสงส์ต่าง ๆ


ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน
ปัญหาพระนิพพานและอานิสงส์ต่าง ๆ
จิตลอยไปตัดใจไปนิพพาน
ตายในคุกไปนิพพานได้ไหม
รักพระนิพพาน
จิตหลุดจากร่าง
การตั้งใจไปนิพพาน
ตัวตายแต่จิตไม่ตาย
อาหารเรปฎิกูลสัญญา
ดินกินดิน
นั่งเย็บผ้าเห็นคนตาย
ปิดทองพระพุทธรูป
ทำความสะอาดพระพุทธรูป
ซ่อมพระพุทธรูป
หล่อพระประธาน
หล่อองค์ปฐม
อานุภาพพระมหาลาภคำข้าว
เจิมป้ายกิจการร่ำรวย
เลี่ยมพระปิดด้านหลัง
พิธีพุทธาภิเษก
ผลของเหรียญทำน้ำมนต์
ผลของน้ำมันมนต์
ผลของน้ำมันชาตรี
หลวงตาหวังเทศน์

ปัญหาพระนิพพานและอานิสงส์ต่าง ๆ
            "จะไปนิพพานก็ต้องได้ “สังขารุเปกขาญาณ” เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จะไปนิพพานต้องเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานไม่ได้ พระอรหันต์เขาเป็นตอนไหน ตอนที่ตัดสักกายทิฎฐิ ได้เด็ดขาด..."

จิตลอยไปตัดใจไปนิพพาน
ผู้ถาม             หนูนั่งกรรมฐานที่ ซอยสายลม บ้าน เจ้ากรมเสริม ปรากฏว่าน้ำตาไหลและดวงจิตล่องลอยออกไปไม่ค่อยจะกลับมา เลยตัดสินใจว่าตายวันนี้ขอไปนิพพานทันที อย่างนี้พอมีโอกาสไปได้ไหมคะ เพราะตอนนั้นใจมันลอยไปแล้ว ...?
หลวงพ่อ         ใจมันลอยไป แล้วใครมันนึกล่ะ ใจลอยไปมันหมายความว่ายังไง เอาล่ะไม่เป็นไร ถือว่าตัดสินใจถูกดีกว่า นั้นแหละถูกต้องนะ อย่างนั้นแน่นอน ถ้าตายเวลานั้นไปนิพพานจริง ๆ เอาอย่างนี้ดีกว่า ง่ายดี !
ผู้ถาม             ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยหรือครับหลวงพ่อ...?
หลวงพ่อ         ก็ลงทุนเยอะ ลงมุนต้องทิ้งบ้านมา ต้องเสียค่ารถมา ต้องเสียความสุขที่อยู่ที่บ้าน เสียความสุขที่อยู่โรงหนัง เสียความสุขในโรงเหล้า โอ๊ะ ! ลงทุนมาก โดยเฉพาะลงทุนหนักก็ตือ ต้องลงทุนทำลายกิเลส เวลานั้นจิตบริสุทธิ์จริง ๆ ขณะที่จิตลอยออก จิตนึกถึงพระนิพพานนี่ จะต้องถือว่าจิตบริสุทธิ์มาก ถ้าตายเวลานั้นไปทันที ตัดใจไปนิพพานก่อนตาย
ผู้ถาม             หนูฟังในที่หลายแห่งของหลวงพ่อว่า จิตสุดท้ายใกล้จะตาย บุญมันจะรวมตัวกันและสามารถไปนิพพานได้ แต่ถ้าหากว่าตอนนั้น ตัดได้บ้าง ตัดไม่ได้บ้างโดยเฉพาะตอนสามีมายั่ว รู้สึกว่าตัดไม่ได้สักที เกิดในตอนนั้น จะไปนิพพานได้หรือเปล่าเจ้าคะ...?
หลวงพ่อ         เอ...มายั่วว่ายังไง ยั่วท่าไหน ตอนที่ป่วยหนัก ๆ ไม่มีใครเขาเข้ามายุ่งหรอก ตอนป่วยหนัก ๆ จริง ๆ นะ อารมณ์มันก็วางอยู่แล้ว วางความรักในระหว่างเพศนะ มันไปไม่ไหวแล้ว ความต้องการความร่ำรวยมันก็ไม่ต้องการแล้ว วางความโกรธ คิดจะไปตีกับใครมันก็ไม่มีแล้ว ตอนนั้นมันวางอยู่แล้ว อีตอนที่ยังไม่เครียดซิ วางไม่ได้นะ
ผู้ถาม             มีข้อแม้เหมือนกันนะ
หลวงพ่อ         มีข้อแม้ แต่ว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าหากว่าได้ มโนยิทธิ ตอนเช้ามืดขึ้นไปนิพพานให้จิตสบาย แล้วก็ตัดสินใจว่า ตายเมื่อไรขอมาที่นี่เมื่อนั้น อันนี้ไม่พลาดแน่ เอาง่าย ๆ ดีกว่านะ
ผู้ถาม             ครับ ๆ

ตายในคุกไปนิพพานได้ไหม
ผู้ถาม             กระผมอยู่เรือนจำบางขวาง แดน ๓ ได้อ่านหนังสือ ธัมมวิโมกข์ และ คู่มือปฎิบัติกรรมฐาน ทำให้นักโทษ ๓๐ - ๔๐ คน ปฎิบัติรักษาศีล ๘ เป็นประจำ
หลวงพ่อ         เออ....ดีจริง ๆ นะ ดีมากเชียว
ผู้ถาม             ครับ แล้วก็ตั้งใจไว้อย่างนี้ว่า ถ้าตายในคุกก็ดี ตายนอกคุกก็ดี ขอไปนิพพานทันที อย่างนี้จะมีสิทธิ์ได้ไปหรือเปล่าขอรับ ...?
หลวงพ่อ         มีผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จะตายที่ไหนก็ตามนะ จิตเขาบริสุทธิ์นะ จะตายในเรือนจำ เรือนจำน่ะมันไม่ใช่ส้วม ตายในส้วมยังไปนิพพานได้เลย เมื่อปี ๒๕๒๓ น่ะ ฉันย่อมไปแล้วในส้วม
ผู้ถาม             ลองเล่าให้ญาติโยมฟังหน่อยได้ไหมครับ
หลวงพ่อ         ลองเล่าได้รึ เรื่องเป็นเงินเป็นทอง คือว่าเมื่อปี ๒๕๒๓ ใช่ไหมล่ะ ท่านถือว่าปี ๒๕๒๕ ขาดจากอายุที่ไปขอไว้ ท่านเคยบอกว่า ถ้าท่านขอ ๒๕๒๕ ไม่ทัน ในปี ๒๕๒๓ ตอนเช้าก็ดีอยู่นะ เดินลงจากชั้นบนหิ้วกระเป๋าอุปกรณ์ที่ทำงานน่ะ ลงมาที่ตึกทำงานใช่ไหม มันก็ปกติ ถ้าป่วยก็หิ้วลงมาไม่ได้ แต่ไปถึงเอาของไปวางแล้วก็นึกอยากจะเข้าห้องน้ำ
                   พอนั่งบนโถส้วมปั๊ป ! มันมืดตื๋อไป ไม่เห็นอะไรทั้งหมด จิตพุ่งขึ้นทันที แต่ว่าพอไปถึงแล้ว ท่านไล่กลับลงมา ที่ฉันกล้ายืนยันเพราะฉันไปมาแล้ว ไปในส้วมนี่สะดวกกว่าที่อื่นหมด ไม่มีใครกวน เพราะอยู่ในส้วม เราคนเดียว อันนี้เรื่องจริง ๆ นะ ไม่เลือกสถานที่อย่างนึกว่าเรือนจำเป็นที่เลว เพราะจิตเขาน่ะ จิตเขานะบริสุทธิ์ อยู่ที่ไหนก็บริสุทธิ์ใช่ไหม นอนอยู่ในส้วมก็บริสุทธิ์ ไอ้กายสกปก แต่จิตมันบริสุทธิ์ต่างหาก
                   คนนั้นเขาดีมาก อย่าลืมว่าเขาอยู่ในเรือนจำ เขาเห็นความทุกข์อย่าลืมนะ นั้นตัวทุกข์เป็นตัว “ อริยสัจ ” นะ คือว่าการเกิดมีเป็นทุกข์อย่างนี้ คนในเรือนจำนี่ก็ไม่แน่นักว่าเขาจะมีโทษจริงหรือไม่จริง บางครั้งก็ไม่ใช่ไมีโทษจริง แต่พยานเขายันไปยันมา ทนายเห็นด้วย ผู้พิพากษาเห็นด้วย อันยการเห็นด้วยเข้าตะรางไปเลย นี่เยอะ ! อันนี้มีมาก หรือบางทีเขาอาจจะมีโทษจริง แต่ไอ้การที่เขาต้องทำผิด บางทีก็มีความจำเป็นจำใจ ถ้าเขาไล่ฆ่าเรา เราก็รักชีวิตก็ต้องหันไปป้องกันตัวแล้วต่อสู้ เผอิญเขาตาย ฝ่ายนั้นกลับไม่ผิดแต่ตายไปแล้ว
                   ไอ้คนที่ป้องกันตัวกลับมีความผิด ไอ้อย่างนี้ก็มีมาก ต้องเห็นใจเขา อย่านึกว่าคนในเรือนจำชั่วทุกคนไม่ได้
ผู้ถาม             อย่างนี้ก็ขออนุโมทนา ที่ชักชวนเพื่อนถึง ๓๐-๔๐ คน ให้ปฎิบัติกรรมฐาน
หลวงพ่อ         เออ...เขาเก่งมากนะคนนี้
ผู้ถาม             รักษาศีล ๘ เสียด้วยนะ หลวงพ่อ
หลวงพ่อ         นั้นซิ ! ศีล ๘ อย่าลืมนะ เป็นภาคพื้นของพระอนาคามีเขานะ ถ้าจิตใจเขาสบายจริง ๆ คิดว่าถ้าวันไหนไม่ได้รักษาศีล ๘ วันนั้นจิตไม่เป็นสุข นี่เขาเข้าพระอนาคามีมรรคนะ ดีกว่าฉันอีก
ผู้ถาม             เอ๊ะ ! ดียังไงครับ ?
หลวงพ่อ         ดีกว่า ฉันเป็นภิกษุแปลว่าผู้ขอเอาเรื่อย ใครให้เอาเรื่อย
ผู้ถาม             อ๋อ........
ผู้ถาม             คณะผู้จัดทำ ก็พลอยดีใจด้วยที่หนังสือนี้มีประโยชน์ แม้กระทั้งผู้อยู่ในเรือนจำ

รักพระนิพพาน
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกรักพระนิพพานมาก ก่อนนอนชอบภาวนาว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขัง” แต่ทำสมาธิไม่ดีเลย อย่างนี้ลูกจะไปนิพพานได้ไหมคะ ?
หลวงพ่อ         คำว่า “ สมาธิ ” นี่มันจำเป็น แต่คนถามไม่รู้จักตัวสมาธิ ไอ้ตัวสมาธิเขาแปลว่าตามนึกถึง ถ้านึกถึงนิพพานเขาเรียกว่า “ อุปสมานุสสติกรรมฐาน ” ทีนี้ถ้านึกถึงพระนิพพานอย่างเดียว เรารักพระนิพพาน ภาวนาว่า " นิพานัง ปรมัง สุขัง" บ้าง “นิพพานสุขัง” บ้าง “ นิพพานัง สุขัง ” บ้าง แต่ว่าก็ต้องดูอารมณ์ใจ ฝึกไว้อีกส่วนหนึ่ง คนที่จะไปนิพพานได้ต้องไม่ห่วงร่างกาย อันนี้ต้องฝึกไว้ด้วยนะ ต้องฝึกไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันเป็นสภาพของความทุกข์ ที่เรามีความทุกข์เกิดขึ้นทุกอย่าง
                   ๑. ความหิว ถ้าเราไม่มีร่างกายมันก็ไม่หิว มันหิวเพราะมีร่างกาย
                   ๒. หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ก็เพราะร่างกาย
                   ๓. ป่วยไข้ไม่สบายก็เพราะร่างกาย
                   ๔. ต้องมีงานหนักก็เพราะร่างกาย
                   ๕. การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ก็เพราะมีร่างกาย
                   ๖. ความตายมาถึงก็เพราะร่างกาย ก็ใช้ปัญญาทบทวนไปว่า คนระดับชั้นไหนบ้างที่มีร่างกายไม่ทุกข์ ถ้าเราจะเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าเรามีร่างกายอย่างนี้มันก็ทุกข์อย่างนี้ แล้วขึ้นชื่อว่ามีร่างกาย มีขันธ์ ๕ แบบนี้เราจะไม่มีกับมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ “ นิพพาน ” ทำใจแน่นอนแล้ว ภาวนาว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขัง ” ก็ได้ “ นิพพานัง สุขัง ” ก็ได้ ต้องคิดอย่างนี้ก่อนแล้วภาวนา คิดแล้วก็ภวานาต่อไป อย่างนี้ใช้ได้
                   ถ้าเป็นอย่างนี้เวลาใกล้จะตายจริง ๆ อารมณ์จิตที่เราพิจารณามันจะมารวมตัว มันจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายในร่างกาย และวางเฉยในร่างกาย จะมีความรู้สึกว่า กานตายมีความสุขกว่า อย่างนี้ก็ไปนิพพาน
ผู้ถาม             แล้วภาวนาอย่างนี้ล่ะค่ะ มีอยู่คืนหนึ่งพิจารณาความไม่เที่ยง เลยฝันว่ามีคนจะมาเอาลูกไป ลูกหนีแทบแย่ตื่นแล้วยังมีความรู้สึกว่าเหมือนมีคนจะมาเอาเราไปจริง ๆ ทำไมภาวนาแล้วเกิดเป็นอย่างนี้เจ้าค่ะ?
หลวงพ่อ         นี่เเสดงว่ายังไปนิพพานไม่ได้แหง ๆ เพียงแค่เขาลองเขาต้องทดสอบ เทวดาเขาต้องทดสอบว่าเรามั่นคงพอไหม จะเอาไปหมายจะให้ตาย ความจริงบุคคลที่จะเข้าถึงพระนิพพาน เขามีความรู้สึกว่า ถ้าร่างกายตายเมื่อไรเขามีความสุข เขาไม่ห่วงร่างกายนะ มันต่างกันเยอะ!

จิตหลุดจากร่าง
ผู้ถาม             กราบเท้านมัสการหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกนั่งสมาธิพอจิตเคลิ้ม ๆ ปรากฏว่าจิตหลุดลอยออกไปทางศีรษะ นึกจะไปไหนก็เร็วทันใจนึก แต่พอจะเข้าร่างเดิมทีไร อีหลักอีเหลื่อ เบื่อหล่ายทุกที จึงมีความข้องใจว่าถ้าเกิดจิตไม่เข้าร่างอย่างนี้ตายไปจะมีโอกาสไปนิพพานได้หรือเปล่าเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         เอาอย่างนี้ซิ ! ถ้าไม่เข้าล่างคงจะเหม็นขี้มากกว่า มันไม่ตายหรอก ถ้าไปได้อย่างนั้นนะ บังเอิญร่างกายมันจะไปจริง ๆ นะ ก็จะไปได้ตามกำลังบุญอย่าลืมว่าอาหารออกไปนั้นเป็นฌานใช่ไหม กำลังของฌานนั้นถ้าบังเอิญเราพอใจที่พรหมก็อยู่พรหมแน่ แล้วบังเอิญเราพอใจสวรรค์ชั้นใดชั้นหนึ่งเลือกได้ตามชอบใจ เพราะกำลังเราสูงกว่า
                   แต่ว่าถ้าก่อนที่จะออกจากร่างเราใช้วิปัสสนาญาณหวังนิพพานใช่ไหม ถ้าเวลานั้นกิเลสไม่เกาะจิต เราก็ไปนิพพานเลย แต่มันจะไม่มีนะซิ เราต้องการแบบไปแล้วไม่หลับ ถ้าวันไหนตั้งใจไปแล้วไม่กลับ วันนั้นไปไม่ได้ ไปได้ก็ถูกเขาไล่กลับมาทันที เพราะมีตัวอย่างมาเยอะแล้ว
ผู้ถาม             อย่างนี้ไม่ต้องกลัวตายนะครับ
หลวงพ่อ         ไอ้ตายน่ะไม่ต้องกลัว ตายแน่ ! ออกจากร่างได้ยังกลัวตายอีก ออกจากร่างน่ะไม่เป็นไรหรอก เอาเข้าร่างน่ะซิ อีตอนออกน่ะมันหนีขี้ไป อีตอนเข้ามาขนขี้มา แหม... มีการเข้าล่างเข้าบนด้วยนะ ไม่เป็นไรนะ ถ้าพูดถึงตามส่วนนะ กำลังใจเขาก็มี “ กายคตานุสสติ ” กับ อสุภกรรมฐาน ” ดีมาก ถ้าเขาไม่อีหลักอีเหลื่อ พอเขาเริ่มเบื่อหน่ายร่างกายใช่ไหม ว่าร่างกายนี้มันไม่ดี มันไม่เหมือนกับร่างกายที่เราออกไป ไอ้กระท่อมหลังนี้มันเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครก มีความเบื่อหน่ายอันนี้แหละดี ท่านถือว่าดีมาก

การตั้งใจไปนิพพาน
ผู้ถาม             การกำหนดจิตก่อนตายเพื่อไปพรหม ควรทำอย่างไรครับ ?
หลวงพ่อ         เออ...นี่ต้องไปลองซ้อมตายนะ ไปที่วัดจะเอายาสลบให้กิน ก่อนสลบก็ตั้งใจ ปัดโธ่! ไอ้หนู! ถามนี่มันเจ๊งแล้ว คือว่าการตั้งใจไปพรหม มันไม่ตั้งใจไปส่งเดช ฝึกอารมณ์มันให้ทรงตัว มันต้องมีทุนให้ทันพร้อม ถ้าเราได้ฌานไม่ต้องตั้งใจไปพรหมหรอก มันไปเองแหละ ก่อนจะตายก็เข้าฌาน มันไปพรหมเอง จะไปนิพพานก็ต้องได้ “ สังขารุเปกขาญาณ ” เป็นวิปัสสนาญาณตัวสุดท้าย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน จะไปนิพพานต้องเป็นพระอรหันต์ ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ไปนิพพานไม่ได้ พระอรหันต์เขาเป็นตอนไหน ตอนที่ตัด สักกายทิฏฐิ ได้เด็ดขาด การจะเป็นอรหันต์นี่ฝึกไม่มาก ฝึกข้อเดียวคือ สักกายทิฎฐิ
                   สักกายทิฏฐิ มันมี ๓ ตอน คือ
                   ๑. มีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ต้องตายไม่ประมาทในชีวิต นี่เป็น “ อารมณ์ของพระโสดาบันกับพระสกิทาคามี ” นะ
                   ๒. มีความเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ร่างกายสกปกโสโครกน่าเกลียด ไม่มีตัญหาเกิดขึ้นจากร่างกาย อย่างนี้เป็น “ อารมณ์ของพระอนาคามี ”
                   ๓. ถ้าจิตวางเฉยในร่างกายทั้งหมด ร่างกาบของเราก็ดี ร่างกายของคนอื่นก็ดี เราเฉยหมด อย่างนี้เป็น “ อารมณ์ของพระอรหันต์ ” ถ้าได้อารมณ์แบใดแบบหนึ่ง ถ้าวางเฉยได้ไปนิพพานได้ ถ้าวางเฉยไม่ได้ไปนิพพานไม่ได้
                   เรื่องพรหมเป็นของไม่ยากถ้าจิตทรงฌาน บางทีเขาไม่เคยทำกรรมฐานมาเลย เมื่อเวลาจะตาย เมื่อป่วยใหม่ ๆ จิตก็เกิดทรงญาน เพราะบุญเก่ามีอยู่ คำว่าทรงญาน ไม่ต้องไปนั่งขัดสมาธินะ แค่ตามองพระพุทธรูป จิตนึกถึงพระพุทธรูปด้วยความเคารพ และจิตจับที่นั่นโดยเฉพาะอย่างนี้เป็น “ พุทธานุสสติกรรมฐาน ” เป็นฌาน ตายแล้วเป็นพรหมทันที เป็นของไม่ยาก ยากไหม... ความจริงถ้าเข้าใจมันเป็นของไม่ยากนะ ถ้าอ่านตำรามากเกินไปอาจไม่เข้าใจ เพราะท่านเขียนเปะปะ

ตัวตายแต่จิตไม่ตาย
ผู้ถาม             ดูหนังที.วี. เรื่องหนึ่ง เขาตายแล้วจิตยังไม่ถึงคราวตาย ก็วนเวียนและไปเข้าร่างหนึ่งที่ตายใหม่ ๆ ไปอยู่แทน จะเป็นไปได้ไหมคะ ?
หลวงพ่อ         ก็ต้องไปถามที.วี.ดู
ผู้ถาม             ถามหลวงพ่อดีกว่าเจ้าค่ะ
หลวงพ่อ         หลวงพ่อไม่รู้จะตอบยังไงนะซิ เรื่องจริงก็มีอยู่รายเดียว เจ้าคุณราชสุทธาจารย์ ท่านตายแล้ววิญญาณของท่านมาช่วยงานเผาศพตัวท่านเอง เวลาเขาเผาเสร็จ เขาก็เดินทางกลับบ้าน ท่านก็เดินกลับด้วยก็นึกถึงน้องสาว ว่าเมื่อเราป่วยใหม่ ๆ น้องสาวกำลังคลอดบุตร กำลังอยู่ไฟ ก็แวะเข้าไปเยี่ยมน้องสาว น้องสาวเห็นหน้าเข้า ก็บอก “ พี่เล็งตายแล้วไปสู่ที่ชอบ ๆ เถิด อย่าได้มากวนเลย ”
                   ท่านก็เลยบอกว่าเวลานั้นรู้สึกอายน้องสาวเราไปเยี่ยม แต่เขากลับเห็นว่าเราเป็นศัตรู ก็ถอยหลังออกมา พอถอยหลังออกมาประตู ก็หมุนติ้วทรงตัวไม่อยู่ล้มลง ล้มลงก็ไปเข้าร่างกายของเด็กซึ่งเป็นลูกของน้องสาว ทีนี้ก็มีปัญหาถามท่านว่า ไอ้คนเราเกิดมาก่อน จิตวิญญาณดวงนี้มันมีอยู่แล้วใช่ไหม แล้วจิตวิญญาณดวงนี้มันเข้าไปซ้อนกันได้ยังไง ท่านก็บอกว่ามีบาลีอภิธรรมบอกว่า “ ปุเร ชาโต ปัจฉา ชาโต ” เขาแปลว่าเกิดก่อนหรือเกิดหลัง “ ปุเร ชาโต ” เกิดก่อน “ ปัจฉา ชาโต ” เกิดทีหลัง
                   ท่านก็บอกว่าพอดีไอ้วิญญาณดวงนั้นมันเคลื่อนออกไปพอดี แล้วดวงนี้ก้เข้าซ้อนกัน อย่างนี้เป็นไปได้นะ เป็นมาแล้วนะ แต่ว่าต้องใหม่ ๆ นะ คือว่าประสาทยังไม่หยุดทำงาน คือว่าประสาทไม่เสีย ยังไม่ตาย ทีนี้พอเกิดขึ้นมาพอพูดได้ เขาแนะนำให้เรียกแม่ แกบอก ไม่ใช่แม่ คนนี้น้องสาว ยายมาเขาบอกให้เรียกยาย บอก คนนี้ไม่ใช่ยาย ท่านเรียกแม่ เขาถามท่าน ท่านก็บอก ท่านชื่อ “ เล็ง ” บ้านอยู่ตำบลนั้นมีควายกี่ตัว มีลูกกี่คน มีนากี่ไร่ บอกถูกหมด ตายไปไม่กี่วันก็เหมือนกับนอนหลับแล้วฟื้นขึ้น
                   ต่อมาถึงเวลาบวชพระ ท่านก็บวชพระสายธรรมยุต จบเปรียน ๔ ประโยค ต่อมาท่านก็เป็นเจ้าคณะจังหวัดธรรมยุต พอเป็นเจ้าคณะชั้นราชได้หน่อยหนึ่ง ก็มีความเบื่อในการทรงตัวที่รับฐานะ ก็ลาออกจากเจ้าคณะธรรมยุต อยู่ตามลำพัง
                   ความจิรงเรื่องราวของ ท่านเจ้าคุณราชสุทธาจารย์ เป็นตัวอย่างของคนตายดีที่สุด เป็นตัวอย่างของคนตายและคนเป็น ตัวอย่างของคนเป็น และต่อมาท่านก็ป่วย ป่วยก็ถึงแก่ความตาย ไอ้จิตวิญญาณมันไม่ไปไหน มันก็บนอยู่บ้าน เวลาเขาทำงานศพเขาสวดศพ คนมาช่วยงานหาบข้าวของมาช่วย ท่านก็วิ่งไปรับ ดีใจว่าเขามาช่วย วิ่งแย่งหาบแย่งคอน เขาก็ไม่ให้ เป็นผี เขาไม่ให้ แต่ว่าผลประการสำคัญในเมื่อเขาฟังสวดจบหรือถวายทานเสร็จ เวลาเขาอุทิศส่วนกุศล ท่านบอกว่ามีกำลังมากขึ้น ร่างกายผ่องใสขึ้น มีกำลังมากขึ้น เขาให้อีกก็ดีขึ้นอีก ตามลำดับ แต่ว่ากำลังจิตของท่านไม่ไปไหนวนเวียนอยู่ที่นั้น
                   อันนี้ก็เป็นประโยชน์ใหญ่นะ จะได้รู้ว่าให้ทานมีผลกับคนตายแบบนี้ ไม่ใช่ว่าให้ปลาแห้งไป ให้เนื้อเค็มไป เป็นท่อน เป็นตอนไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นอานิสงส์ มันเป็นผลทำให้ร่างกายมีความสุข มีร่างกายสวยขึ้น มีกำลังมากขึ้น
ผู้ถาม             หลวงพ่อเจ้าคะ เวลาท่านตายแล้วไม่ผ่านสำนัก ลุงพุฒิ หรือคะ
หลวงพ่อ         คือคนตายทุกคน ไม่ใช่ผ่านสำนัก ลุงพุฒิ ( สำนักพยายม ) ทั้งหมด คนที่มีบาปหนัก ตายแล้วพุ่งหลาวลงนรกเลย ตายแล้วไม่ผ่านสำนัก ลุงพุฒิ คนที่มีจิตใจที่นึกถึงบุญกุศลอยู่ ตายแล้วขึ้นสวรรค์เลย ไม่ผ่านสำนัก ลุงพุฒิ และคนที่เป็นสัมภเวสีก็ไม่ผ่านสำนัก ลุงพุฒิ ไม่ใช่ผ่านทุกคนหรอกนะ

อาหารเรปฎิกูลสัญญา
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกมีความถนัดและพิจารณา “อาหารเรปฎิกูลสัญญา” เป็นประจำ ก่อนทานอาหารทุกครั้งต้องพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงค่อยรับประทาน ตอนพิจารณาก็เห็นเป็นซากสกปรก เลอะเทอะสะอิดสะเอียนมาก พาลทำให้กินไม่ได้ผ่ายผอมลงทุกวัน ๆ จึงใคร่ถามหลวงพ่อว่า วิฑีพิจารณาฉบับของหลวงพ่อ บริโภคได้โดยไม่สะอิดสะเอียนนั้น หลวงพ่อพิจารณาแบบไหนเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         พิจารณาเป็น “อาหาเรปฎิกูลสัญญา” แล้วนะ ต่อไปฉันก็ภาวนา “กินหนอ ๆ” มันเลอะเทอะกูกินก็มึง กูจะกินเสียอย่าง คือพิจารณาเป็น “ อาหาเรปฎิกูลสัญญา ” คือของทุกอย่างเกิดจากของสกปรก มีความสกปรก อาหารของสัตว์ก็สกปรก ร่างกายของสัตว์ก็สกปรก แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น ร่างกายของเราก็สกปรก เมื่อของสกปรกกับสกปรกอยู่ด้วยกันก็ช่างมันปะไร ถืออุเบกขา กินดะเลย คือ ว่าอย่าเห็นเฉพาะเวลานั้นซิ เวลานั้นเขาพิจารณาให้เห็น ไห้เกิดเป็น “ นิพพิทาญาณ”
                   “นิพพิทาญาณ” หมายถึง ความเบื่อหน่าย เห็นร่างกายสกปรก หลังจากนั้นต้องใช้ พิจารณาแบบนั้นต้องใช้ “ สังขารุเปกขาญาณ ” เข้าควบคุม อารมณ์ใจวางเฉย มันสกปรกแล้วก็ไม่เป็นไร เราเกิดมาแล้วก็ต้องพบกับความสกปรก ต่อไปชาติหน้าความสกปรกจะไม่มีกับเราอีก เราตายเราไปนิพพาน คิดอย่างนั้นนะ
(อีกรายหนึ่งถามว่า)
ผู้ถาม             หลวงพ่อค่ะ พิจารณา “อาหาเรปฎิกูลสัญญา” บ่อย ๆ แล้วมีความคิดไม่อยากทานข้าวค่ะ
หลวงพ่อ         ดีมากไม่เปลืองสตังค์มันแฟบ เมื่อใช้ "อาหารเรปฎิกูลสัญญา" บ่อย ๆ ไม่อยากข้าว ดี! แบงก์มันแฟบกินน้อย ๆ ดี แบงก์มันแฟบ แต่ตัวไม่แฟบซิ แต่เรื่องที่กินได้ไม่ได้ไม่เกี่ยวกันนะ ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาญาณ มันเกี่ยวกับร่างกายเราเอง แต่ว่าถ้าจิตเป็นธรรมปีติมันก็อิ่ม มันอิ่มของมันเอง ไม่ตัวอิ่มมันมีอยู่แล้ว ใช่ไหม ปีตินั้นไปอิ่ม อิ่มดดยธรรมชาตินั้นมันอิ่มจริง ๆ
                   ไอ้อาหารการบริโภคจะน้อย แต่พระนี่ พระธุดงค์เขาฉันเวลาเดียวเขาอยู่ได้ยังไง ฉันเวลาเดียว ก็มีอยู่องค์อยู่พิจิตร ท่านก็ไม่ธุดงค์ ท่านอยู่วัด ฉันเรียนกับท่านก็ไม่ให้เรียน ตอนนั้นฉันยังหนุ่มอยู่ เป็นพระแล้วนะ ไปหาท่านอาหารนี่ท่านไม่ฉันเลย ฉันแต่น้ำ น้ำก็ฉันแบบธรรมดา แต่ทำงานทุกอย่าง เวลานั้นปลูกศาลาขุดหลุมเสา แบกเสา แบกอื่น ๆ ก็ทำเหมือนกับพระทุกองค์ ก็สงสัยบอก “ หลวงพ่อขอเรียนบ้าง” ท่านบอกว่า “อย่าเรียนเลย ชาวบ้านเขาจะเสียกำลังใจ”
                   นิมนต์ไปฉันก็ได้เแต่สวดมนต์ฉันไม่ได้ แต่ความจริงท่านให้เรียนก็ได้ ฉันคิดว่าถ้าวิชานี้เป็นสาธารณะถ้าเรียนกันได้ ฉันแจกทุกคน แล้วรวยบรรลัยเลย ไอ้พวกนี้ถ้าลองไม่กินแล้วรวยบรรลัยเลย ใช่ไหม เรื่องเล็ก ๆ เงินเดือน ๆ ละ ๑๐๐ บาท ยังพอใช้เลย ใช่ไหม ก็ถ้าเรายุ่งอยู่ ยุ่งกินนะ นั้นวิชาความรู้นั้นต้องเฉพาะตัวของท่าน องค์นั้นอ้วนนะไม่ใช่ผอม อ้วน! ผิวพรรณดี
                   ต่อมาฉันต้องเข้าป่า ตอนที่ฉันเข้าป่าจึงเห็นการคล่องตัวก็เลยนึกออก ว่าท่านอยู่ด้วยธรรมปีติ ต้องเก่งมาก ใช่ไหม เก่ง ! ไม่ใช่เก่งน้อยนะ การอยู่ด้วยธรรมปีติในสถานที่ปกติไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมีการเคลื่อนไหว เพราะมีการทำงานเสมอ ใช่ไหม ไม่ใช่ไปนั่งเฉย ๆ เดินไปเดินมาแบบจงกรมเล็ก ๆ น้อย ๆ นั้นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก อันนี้เป็นปกติของคนธรรมดา ต้องถือว่าธรรมปีติ ก็เหมือน นิโรธสมบัติ

ดินกินดิน
ผู้ถาม             กระผมพิจารณาดิน น้ำ ลม ไฟ ขณะทานอาหารก็นึกว่าดินกินดิน เพียงไม่กี่คำก็จะอิ่ม และอยู่อย่างสบาย ๆ กราบเรียนถามว่า การที่นึกว่าดินกินดินจะได้ประโยชน์อะไรครับ ?
หลวงพ่อ         ได้ประโยชน์คือดินกินดิน คำว่าได้ประโยชน์หรือไม่นี่ เราต้องพิจารณาเห็นว่าสกปรกหรือเปล่า ถ้านึกเฉย ๆ ก็แค่นั้นล่ะนะ ไม่มีอะไร “ อาหารเรปฎิกูลสัญญา ” ท่านบอกพิจารณาอาหารว่าเป็นของสกปรกต่างหากล่ะ ดินกินดินก็ดินกินดิน
ผู้ถาม             ปลูกต้นไม้ได้ครับ
หลวงพ่อ         ไม่ได้ มันกินดินหมด ต้นไม้ต้องการดิน ดินกินดินต้องนึกให้ตลอดไปซิ ดินก็ดี น้ำก็ดี ลมก็ดี เป็น "อนิจจัง ” ไม่เที่ยง ถ้ายังทรงตัวเป็นร่างกายอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ ในที่สุดมันก็พัง เราไม่ควรยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา ถือว่าเราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เราคือ “ อทิสมานกาย ” ถ้าจิตใจของเราดี เราก็ไปสวรรค์ ไปพรหมโลก ไปนิพพานได้ ถ้ามีอารมณ์เศร้าหมองก็ต้องไปอบายภูมิ ถ้าคิดอย่างนี้ไห้มันตรงเผงนะ เราดินกินดิน ตายไปก็เป็นไส้เดือน

นั่งเย็บผ้าเห็นคนตาย
ผู้ถาม             ขณะที่ลูกนั่งเบ็บผ้าอยู่มีเพื่อนมาบอกว่า "แม่ตายไปนานแล้วไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ?" จิตของลูกขณะนั้นเห็นภาพทันที บอกขนาดอายุชัดเจนแจ่มใส ลูกมีความสงสัยว่า ไม่ได้ภาวนา ไม่ได้นั่งสมาธิ ทำไมจึงเห็นภาพได้ชัดเจนแจ่มใสเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         เย็บผ้าไม่มีสมาธิเรอะ ? ถ้าเย็บผ้าไม่มีสมธิก็เอเข็มแทงเนื้อ "สมาธิ" เขาแปลว่า ตั้งใจ นะ ความเป็นทิพย์ของจิตไม่จำเป็นต้องภาวนาเสมอไป ถ้าจิตตั้งไว้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเขียนหนังสือก็ดี อ่านหนังสือก็ดี คุยกันอยู่ก็ดี เฉพาะเรื่อง หรือเย็บผ้า ทำครัว เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส ไม่นึกถึงเรื่องอื่นเวลานั้นจิตก็เป็นทิพย์ ถ้าเขาถามปั๊บความเป็นทิพย์ก็จับภาพทันที อย่านึกคำว่า “ ทิพพจักขุญาณ ” จะต้องนั่งภาวนาก่อนนะ ไม่ใช่ คนที่เขาได้คล่องจริง ๆ ไม่เคยภาวนาก่อนเลยนะ เขาได้คล่องจริง ๆ จิตมันทรงตัวไม่ต้องภาวนานึกปั๊บก็จับภาพได้ทันที ก็แบบคนที่มีอารมณ์ว่างจากกิเลสในเวลานั้น เย็บผ้าจิตมันก็อยู่ที่ปลายเข็ม ใช่ไหม ถ้าเผลอก็ไม่ได้ นั่นเป็นสมาธิอย่างหนัก แต่ว่าในฐานะที่มีการเคลื่อนไหวก็ทรงในอุปจารสมาธิ อุปจารสมาธิมีอารมณ์เป็นทิพย์พอดี ใช้ได้เลย
ผู้ถาม             อ๋อ... การทำงานทุกอย่างก็เป็นสมาธิหมดหรือครับ ?
หลวงพ่อ         เป็นสมาธิหมด ! แม้กินข้าวหรือเข้าส้วมก็เป็นสมธิ
ผู้ถาม             เข้าส้วมน่ะหรือครับ ?
หลวงพ่อ         เข้าส้วมน่ะเป็นทั้งสมาธิ เป็นทั้งปัญญาด้วยนะ
ผู้ถาม             เอ๊ะ! ไม่เคยได้ยินเลยครับ
หลวงพ่อ         อ้าว! ฉันพูดไม่ได้ยินเหรอ “สมาธิ” แปลว่า ตั้งใจ นะ เราตั้งใจจะไปส้วม ถ้าสมาธิไม่ดี ดีไม่ดีขี้บนที่นอนล่ะ คิดว่าที่นอนเป็นส้วม และก็ต้องประกอบปัญญา นี่ห้องส้วมนะ ไม่ใช่ห้องนอน เวลาถ่ายก็มีสมาธิและปัญญาควบ ถ้าไม่มีปัญญามีแต่สมธิ ถ่ายมามันคล้ายสังขยา คิดว่าสังขยาล่อเข้าไป ใช่ไหมเล่า แม้แต่เข้าส้วมก็ต้องมีสมาธิ มีปัญญาประกอบกันทั้งหมดแหละ คือสมาธิแปลว่าตั้งใจเฉย ๆ ใจตั้งไว้จุดใดจุดหนึ่งนั้นคือ “สมธิ”
ผู้ถาม             ฉะนั้น เวลาเข้าส้วมก็เป็นกรรมฐานด้วย
หลวงพ่อ         เป็นกรรมฐานในตัวเสร็จ เพราะเขาเรียก “ฐาน” อยู่แล้ว ไอ้นั้นได้จริง ๆ นะ เห็นว่าสิ่งที่ออกมาจากร่างกายมันสกปรก ของสมปรกคืออาหารที่เราเลือกกินเข้าไปแล้ว ก่อนจะกินเราก็เลือกแล้วว่าเป็นของดี ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อาหาเรปฎิกูลสัญญา” ก่อนจะกินเห็นว่าอาหารมากจากสิ่งสกปรก สัตว์ทั้งหมดสกปรก พืชทั้งหมดสกปรกแล้วมันก็สกปรกจริง ๆ คือมีความเข้าใจในร่างกายว่ามีแต่ความสกปรกทั้งหมด ใช่ไหม เป็นของไม่สะอาด ตัวนี้เป็นปัจจัยให้เกิดเป็นพระอนาคามี ถ้าบ่อย ๆ อารมณ์นี้มันจะทรงตัว แม้แต่ทำนิด ๆ หน่อย ๆ นะ ใช้เวลาไม่มากสัก ๑๐ วันครั้งก็ยังดี พอจะตายอารมณ์นี้จะรวมตัว มีกำลังสมารถตัดกิเลสได้เลย
ผู้ถาม             ดีเหมือนกันนะ ทำกรรมฐานในส้วม
หลวงพ่อ         ใช่! จิตเป็นสุข อารมณ์เป็นฌาน
ผู้ถาม             แม้แต่กลิ่นก็เป็นกรรมฐาน
หลวงพ่อ         ใช่! “อสุภกรรมฐาน” ยังไงล่ะ คำว่า “อสุภะ” แปลว่า ไม่สวย ไม่งาม ไม่น่ารัก วัตถุที่ออกก็ไม่น่ารัก กลิ่นก้ไม่น่ารัก
ผู้ถาม             ความจริงก็น่าแปลกนะ เวลาอยู่ในชามก็สวยงาม ประดิษฐ์เสียอย่างสวยงาม
หลวงพ่อ         อะไรได้เอาอุตสาห์เสียสตางค์ไปซื่อใช่ไหม ออกมาแล้วเบือนหน้าหนี
ผู้ถาม             ของของเราแท้ ๆ เลย
หลวงพ่อ         ก็นั่นน่ะซิ ไม่น่าจะเสียเงินใหม่ น่าจะกลับเข้าไปใหม่ (หัวเราะ)
ผู้ถาม             เป็นการประหยัดเศรษฐกิจ
หลวงพ่อ         ก็เราเลือกแล้ว ก่อนจะกินมัน เป็นของดีนี่ ไม่น่าจะทิ้งเลย
ผู้ถาม             น่าเสียด๊าย ! เสียดาย!

ปิดทองพระพุทธรูป
ผู้ถาม             กราบเท้านมัสการหลวงพ่อที่เคารพที่เคารพอย่างสูง อานิสงส์ที่ลูกไม่ได้บริจากแต่ปิดด้วยกำลังศรัทธา สองอย่างนี้จะมีอนิสงส์มากน้อยประการใด ตายแล้วจะไปอยู่ถึงไหนเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         ก็เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน การปิดทองพระ ดูตัวอย่าง เมณฑกเศรษฐี ใช่แผ่นทองคำเปลวแผ่นเดียว ไปปิดใต้ถุนส้วมตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย ตายจากชาตินั้น เมียเป็นนางฟ้า ผัวเป็นเทวดา ลงมาอีกที่เป็นเศรษฐี ทีนี่ให้ทานต่อ ตายก็ไปเป็นเทวดานางฟ้าใหม่ ลงมาอีกทีเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ พอเข้าท้องแม่กลางคืน เช้าขึ้นมาพ่อมาล้างหน้า เห็นหน่อไม้ทั้งหมดรอบบ้านเป็นทองคำหมด ถ้าคนอื่นหยิบ ดึงไม่ขึ้น เขาต้องการหน่อไม้ได้หน่อนั้น
                   ต่อมาวันคลอดมีแพะทองคำตัวเท่าช้างสารหลายร้อยตัวยืนรอบบ้าน อ้าปากมีสายไหมหย่อนลงมา ถ้าต้องการเงินดึงเงินไหล ต้องการทองดึงทองไหล ต้องการผ้าดึงผ้าไหล
                   ฉะนั้น เมณฑกเศรษฐี จึงเป็นเศรษฐีรวยมหาศาลเป็นปู่ นางวิสาขา ฉะนั้น สุดแล้วแต่จะอฐิษฐานนะ ถ้าหวังนิพพานก็ได้เร็ว เป็น พุทธบูชา
ผู้ถาม             นี่ขนาดแค่หลุมส้วมนะ
หลวงพ่อ         และแผ่นทองแผ่นเดียวตั้งใจบูชาพระรัตนตรัย นี่เราปิดพระพุทธรูป พระอรหันต์เห็นชัด จิตใขมั่นคงกว่า....

ทำความสะอาดพระพุทธรูป
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อสุดบูชา ดิฉันนำพระพุทธรูปปางชินราช เดิมเป็นทองเหลืองแต่ดำมาก ลูกไปทำความสะอาดขัดถู จนกระทั้งสวยงามมาก อยากจะเรียนถามว่าก่อนจะลงมือทำควรจะพูดแบบไหน เมื่อทำเสร็จแล้วควรจะกล่าวอย่างไรเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         นี่เขายังไม่ได้ทำเหรอ ก่อนจะทำบอก "ฉันจะขัดจ้ะ" ทำเสร็จแล้วบอก “ฉันขัดเสร็จแล้วจ้ะ"
ผู้ถาม             อ๋อ.. นี่พูดตามความเป็นจริงเลยหรือครับ ?
หลวงพ่อ         อ้าว! พูดโกหกได้หรือพระ เอาอานิสงส์ดีกว่า คนนี้จะลำบากชาติหน้าถ้าเกิดเป็นคนนะ ลำบากมาก เพราะว่าบังเอิญถ้าไปมีสามี คลอดลูกอายุเท่าไรจะสาวเท่านั้น ไม่มีแก่ จะมี เบญจกัลยาณี ไงล่ะ คืองาม ๕ อย่าง อย่าง นางวิสาขา คลอดลูกอายุ ๑๖ ปีใช่ไหม แต่แกอายุ ๑๒๐ ปีก็แค่ ๑๖ ทีนี้ตอนแก่มากไอ้หนุ่มจะจีบน่ะซิไม่เชื่อ เบญจกัลยาณี คือ
                   ๑. งามผมสมพักตร์ลักขณา ผมไม่ต้องหวี ไม่ต้องสระ ไม่ต้องสาง ไม่ต้องดัด สวยตลอดเวลา
                   ๒. โอษฐาจิ้มลิ้มดูพริ้มเพรา ริมฝีปากแดงสวยไม่มีริ้วไม่มีรอย ไม่เหม็นขี้ปาก
ผู้ถาม             เอ๊ะ ! ด่าเก่งหรือเปล่าครับ ?
หลวงพ่อ         เอ...เขาไม่ได้บอกนะ อ้อ..ริมฝีปากสวยต้องไม่ด่า เวลาด่าปากไม่สายนะ
                   ๓. งามทนต์ยลปลั่งดั่งสังข์ขัด ฟันเรียบเหมือนกับฟันม้า
ผู้ถาม             โอ้...อานิสงส์ได้ฟังม้าหรือครับ ?
หลวงพ่อ         ไม่ใช่ ! ฟันเรียบเหมือนฟันม้า แล้วเป็นเงาเหมือนมุก
                   ๔. ผิวทัศน์กรรณิการ์งามราศี เขานิยมผิวแบบไหนเป็นแบบนั้น ไฝฝ้าไม่มี ด่างดำไม่มี
                   ๕. คลอดบุตรสักเท่าไรวัยยังดี หมายความว่าคลอดบุตรสาวเท่า สวยเท่าไร จะอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะตาย คำว่าแก่ไม่มี ฉะนั้น คนที่บอกเมื่อกี้ชาติหน้าจะลำบากไปนิพพานเสียนะ เดียวยุ่ง !

ซ่อมพระพุทธรูป
ผู้ถาม             กราบเรียนหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คือว่ากระผมได้นำเศียรพระพุทธรูปที่ศุลกากรยึดไว้ เพื่อนำมาถวายพระ ลูกไปเห็นแล้วก็นำมาซ่อมแซมจนสมบูรณ์แบบทั้งหมดก็ ๖,๓๐๐ บาท องค์แรกถวาย วัดท่าซุง สององค์หลังถวายไว้ที่ บ้านซอยสายลม ที่จะกราบเรียนถามก็คือว่า ถ้าเราสร้างพระพุทธรูปแบบชนิดที่เราไม่ซ่อม กับเอามาซ่อมถวายไว้ในพระพุทธศาสนาอย่างนี้ อานิสงส์จะเหมือนกันหรือเปล่าครับ ?
หลวงพ่อ         อานิสงส์ส่วนไหญ่เหมือนกัน แต่แตกต่างกันอยู่นิด ถ้าเป็นหญิงจะได้ เบญจกัลยาณี ถ้าเป็นชายอาจจะมีเมียมาก

หล่อพระประธาน
ผู้ถาม             กราบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่อไม่นานมานี้ ลูกมีโอกาสไปหล่อพระประธานที่วัดอ่างทอง บุญทั้งหมดที่ได้ทำในวันนี้ลูกขออุทิศถวายเจาะจงให้แก่หลวงพ่อ ขอหลวงพ่อจงโมทนาด้วยเถิดเจ้าค่ะ
หลวงพ่อ         ขออนุทโมนาด้วยความดีใจนะจ๊ะ ! โชคดีมีสุขนะ โมทนานี่เขาไม่จำกัดใครก็ได้ ดี ! เป็นบุญที่ไม่ต้องลงทุนนะ
ผู้ถาม             อย่างนี้ถ้าหากว่าจะคิดเป็นเปอร์เซ็นจะได้เท่าไหร่ครับ โมทนา ?
หลวงพ่อ         มันก็เท่ากับเจ้าของนะ ถ้าเจ้าของเป็นอรหันต์ชาติไหน พวกเราก็เป็นอรหันต์ชาตินั้นเหมือนกัน เท่ากัน แค่โมทนานี่นางฟ้าองค์หนึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แกมีวิมานใหญ่มาก มีทั้ง ๓ หลัง และมีสวดดอกไม้ สวนแก้วนะ และ พระโมคคัลลาน์ ขึ้นไปถามเธอว่าทำบุญอะไร แกบอกว่าแกเป็นเพื่อของ นางวิสาขา แกไม่เคยทำบุญเลย นางวิสาขา ทำบุญแกโมทนาอย่างเดียว ผลที่สุดแกไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สายมาาก วิมานก็ใหญ่มาก และมีสวนสวย ๆ และ พระโมคคัลลาน์ ก็ถามต่อไปว่า เวลานี้ วิสาขา อยู่ที่ไหน เธอบอกว่า วิสาขา มีสิทธิอยู่ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี
ผู้ถาม             ท่านวิสาขา ผมนึกว่าจะเข้านิพพาน ยังไม่เข้านะครับ ?
หลวงพ่อ         ไปนานแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่เข้า
ผู้ถาม             ไปนานแล้วหรือครับ ?
หลวงพ่อ         ไปนานแล้ว
ผู้ถาม             พูดถึงท่าน วิสาขา นึกได้ว่า เครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ต้องหลาย ๆ คนยก ที่ว่าหนักถึงขนาดไหนครับ ?
หลวงพ่อ         เรียกว่าคนต้องมีกำลังเจ็ดช้างสาร จึงยกไหว อย่าง พระอานนท์ ที่ยกได้ นายบุญ ซึ่งเป็นทาสยกได้ นางวิสาขายกได้ ยกได้แค่ ๓ คน นี่หนักมาก เป็นทองคำล้วนตั้งแต่หัวยันตาตุ่ม บนหัวก็ยังมีนกยูงทองอีก เครื่องพระดับประดาด้วยแก้วมณี ๒๐ ทะนาน แล้วแก้วอย่างอื่นอีกมาก หนักมาก ถ้าเสื้อ นางวิสาขา ตกลงมาเวลานี้นะ ทุกคนหัวแตก แย่งกัน หัวชนไม่ใช่ตีกันหรอก

หล่อองค์ปฐม
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ตั้งแต่ลูกได้ไปงานทำบุญประจำปีของหลวงพ่อที่ วัดท่าซุง กลับมาไม่รู้เป็นยังไง หัวจิตหัวใจอยากจะสร้างองค์ปฐม อยากจะหล่อองค์ปฐม อยากทำบุญองค์ปฐม แล้วผลสุดท้ายเอาไม่อยู่เอาไม่ไหว เลยถอดสร้อยสองสลึง สร้อยข้อมือสองสลึงถวายหลวงพ่อ ( ถวายวันนี้ไปเเล้ว) พอตกกลางคืนก็ฝันไม่รู้ใครเอาสร้อยคอเส้นเบ้อเร้อมาให้ ลูกก็ภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมาก แต่เป็นที่น่าเสียดายตื่นขึ้นมาไม่มีเลย ลูกเจ็บใจเลยอธิษฐานใหม่ ไม่เอามันแล้วสร้อย ขอไปนิพพานในชาติปัจจุบันดีกว่า
หลวงพ่อ         เออ...ดี ! ได้ ๆ ๆ
ผู้ถาม             นิพพานนี่ดีกว่าสร้อยหรือครับ ?
หลวงพ่อ         ดีกว่าสร้อย เอ้อ....เป็นเพชรทั้งตัว บ้านก็เพชร ! ส้วมก็เพชร !
ผู้ถาม             เเละเวลาถ่ายอุจจาระก็เป็น...
หลวงพ่อ         เพชร ! (หัวเราะ) หลวงพ่อพูดให้สนุกนะ ความจริงไม่ต้องถ่ายอุจจาระนะ!

อานุภาพพระมหาลาภคำข้าว
ผู้ถาม             หลวงพ่อเจ้าคะ เมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา ลูกโชคดีเพราะอาศัยบารมี พระมหาลาภคำข้าว ช่วย คือที่หน่วยงานมีการจับสลาก มีของต่าง ๆ วางไว้เยอะแยะ ลูกเห็นนาฬิกาเรือนนั้นน่ารักมาก ก็เลยชอบใจอธิษฐานให้ พระมหาลาภคำข้าว ช่วย ผลปรากฏว่าได้จริง ๆ เจ้าค่ะ แต่พอนึกดูอีกที เอ๊ะ! ถวายหลวงพ่อจะดีกว่า แต่หลวงพ่อใส่นาฬิกาไม่ได้ จะเอาไว้ก็ไม่ดี ก็เลยตัดสินใจอย่างนี้เจ้าค่ะ ขอถวายหลวงพ่อไป สุดแต่หลวงพ่อจะเอาไปให้ใครหรือจะทำอย่างไร อย่างนี้หลวงพ่อจะรับหรือเปล่าเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         เอาอย่างนี้ดีกว่ามั้ง ! เอาไปขายเอาเงินมาถวายสังฆทาน มีอานิสงส์ใหญ่
ผู้ถาม             คงจะเห็นหลวงพ่อใส่นาฬิกาข้อมือขวาได้
หลวงพ่อ         (หัวเราะ) อันนี้แม่เหล็ก
ผู้ถาม             มีคนหลายคนมาถาม หลวงพ่อใส่ยี่ห้ออะไร ?
หลวงพ่อ         ยี่ห้อแม่เหล็ก เขาปรับอวัยวะในร่างกาย มันดี ก็ต้องใส่นานหน่อย มาเที่ยวนี้ขาไม่บวม ที่เท้าก็ใส่ด้วยนะ ทุกเที่ยวนั่งนี่ขาบวม ตอนนี้ไม่บวม ไอ้แขนซ้ายเมื่อก่อนนี้เหยียดตรง ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวนี้เหยียดได้แล้ว มันก็ช่วยทีละน้อย ๆ นะ มันก็ช่วยมาก
ผู้ถาม             อย่างนี้ลูกหลานจะซื่อมาถวายหลวงพ่อก็...
หลวงพ่อ         โอ๊ะ! ดีเลย....ผูกตั้งแต่หันยันเท้าเลย (หัวเราะ)
ผู้ถาม             อ้อ...เป็นสนามแม่เหล็ก ช่วยได้แยะเลยนะครับ และอย่างกับลูกหลานนี่ มีหลายฉบับบอกว่า ระยะหลังนี่ก็ซื้อนกซื้อปลาซื้ออะไร ๆ มาปล่อย ๆ กัน แล้วก็อุทิศให้หลวงพ่อนี่ จะพอมีผลกับหลวงพ่อหรือไม่ครับ ?
หลวงพ่อ         น่ากลัวจะมีผลนะ เพราะหลายเที่ยวแล้ว ฉันป่วยหนักมาที่นี่ มาเที่ยวนี้ดีมาก มีผล ผลบาปมันใหญ่มาก ให้ไปค่อย ๆ เลาะทีทีละหน่อย ๆ บาปในอดีตน่ะมันเยอะ
ผู้ถาม             หลวงพ่อเคยสร้างบารมีอะไรไว้เยอะครับ ?
หลวงพ่อ         โอ๊ะ ! บารมีควาย ก็สนามหลวงหลายสนามหลวง ยืนเบียดกันน่ะสัก ๑๐ สนามหลวงนี่ ยังไม่พอเลย เลี้ยงทหารในกองทัพ
ผู้ถาม             แล้วผู้คนเวลารบทัพจับศึก หลวงพ่อเคยฆ่าตายมากมายขนาดไหนครับ ?
หลวงพ่อ         ไม่เคยฆ่าตายเลย มีแต่ฟันตาย (หัวเราะ) จำไม่ได้หรอก
ผู้ถาม             แล้วอันนั้นตามมาสงเคราะห์หลวงพ่อ ให้เจ็บไข้ได้ป่วย
หลวงพ่อ         ใช่ ๆ ๆ เขาสงเคราะห์ นี่อานิสงส์พิเศษ

เจิมป้ายกิจการร่ำรวย
ผู้ถาม             หลวงพ่อเจ้าขา ลูกกับเพื่อน ๆ อีกหลายท่านได้ร่วมกันตั้งบริษัท ตอนนี้ที่ตั้งบริษัทนี้ ลูกได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อ คือลูกเอาแป้งมาให้หลวงพ่อเสก หลวงพ่อก็มุบมิบ ๆ เสร็จแล้วลูกก็เอาไปเจิมที่ป้าย อุ้ย ! กิจการเจริญรุ่งเรืองเป็นการใหญ่ ลูกขอขอบคุณในตอนนั้น แต่ว่าตอนนี้แย่เสียแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไรทะเลาะกันเรื่อย แก้ปัญหาไม่ตก ลูกอยากจะถามหลวพ่อว่า หลวงพ่อมีแป้งแบบใหม่ที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ได้หรือไม่เจ้าค่ะ ?
หลวงพ่อ         เอ้า ! เลิกทะเลาะกันเสียอันดับแรก ประการที่ ๒ ว่า คาถาเงินล้าน เป็นประจำ ประการที่ ๓ ขายของอย่าให้แพงนัก ประการที่ ๔ แบ่ง ยกทรง มั่ง แบ่งฉันมั่ง ( หัวเราะ) เอ้า!เลิกทะเลาะกันนะ และว่า คาถาเงินล้าน เป็นปกติ
ผู้ถาม             เรื่องหารเงินการทองนี่ต้องมอบให้ คาถาเงินล้าน
หลวงพ่อ         ใช่ ๆ ๆ ถ้ามี พระคำข้าว ด้วยจะดีมาก
ผู้ถาม             ยิ่ง พระหางหมาก ร่วมด้วยยิ่งดีใหญ่
หลวงพ่อ         พระหางหมาก นี่ไม่ช้าได้ข่าว ถ้าสมัยอเมริกาอยู่ได้เงินเป็นล้าน
ผู้ถาม             พวกฝรั่งนี่แปลกนะ องค์ไหนยิงไม่เข้าฟันไม่ออกกี่ร้อยกี่พันดอลลาร์มันซื้อหมด !
หลวงพ่อ         พระของฉันทุกองค์น่ะ ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ไม่มีอันตราย
หลวงพ่อ         หลวงพ่อกล้าค้ำประกันถึงขนาดนี้หรือครับ ?
ผู้ถาม             ใช่ ๆ ๆ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้านะ ถ้าเขายิงกัน อย่าออกไป ถ้าเขาฟันกัน อย่าเข้าไป ไม่มีอันตราย ปลอดภัยทุกอย่าง ( หัวเราะ) ใช่ ๆ ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า เขายังกันอย่าออกไปจากบ้าน อยู่ในบ้านเสีย เขาฟันกันอย่าเข้าไปใกล้ ๆ
หลวงพ่อ        

เลี่ยมพระปิดด้านหลัง
ผู้ถาม             หลวงพ่อเจ้าขา ขอนิดเดียวไม่รบกวนอะไร เพราะหลวงพ่อก็ไม่ค่อยสบาย คือว่าพระรูปหลวงพ่อที่เป็นผงนี่ก็ไปเลี่ยมทองแล้วเจ้าคะ แต่ลืมให้ช่างเขาเปิดด้านหลัง เพราะทราบว่าหลวงพ่ออยู่ด้านหลัง ไม่ทราบว่าหลวงพ่อจะพิโรธหรือเปล่า เวลาลูกเดือดร้อนอะไร ไม่ทราบว่าจะออกทันหรือเปล่าเจ้าคะ ?
หลวงพ่อ         (หัวเราะ) ไม่เป็นไร ๆ หลวงพ่อมีฤทธิ์ออกได้ ออกได้ไม่เป็นไร
ผู้ถาม             ไม่รู้ใครเขาแนะนำมา เอาพระเลี่ยมปิดหน้าปิดหลัง ออกไม่ได้ ช่วยอะไรไม่ทัน ความจิรงมันไม่เกี่ยวเลยนะครับหลวงพ่อ ?
หลวงพ่อ         ไม่เกี่ยวเลย เกี่ยวกับบารมี ถ้าพระออกมาท่านจะช่วยยังไง องค์เล็กนิดเดียวแบกใครไหว อาศัยบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยะทั้งหมด ตั้งแต่พระโสดาบันถึงพระอรหันต์ทั้งหมด พรหม เทวดาทั้งหมด ท่านช่วยกัน ก็นึกถึงท่านทั้งหมดนะทุก ๆ วันนะ

พิธีพุทธาภิเษก
ผู้ถาม             หลวงพ่อครับ ! พระที่เข้าพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ท่านทำกำลังใจอย่างไรครับ ?
หลวงพ่อ         พระที่เข้าพิธีปลุกเสกวัตถุมงคล เวลานั้นเขาต้องทำสมาธิถือเป็นสมาบัติ แต่ของใครจะขนาดไหน มันไม่เท่ากันหรอก พระที่เข้าไปปลุกพระมีกำลังใจไม่เท่ากัน อย่างที่ วัดชิโนรส เขานิมนต์ให้ หลวงปูนาค วัดระฆัง ( เจ้าคุณเทพประสิทธินายก ) ไปปลุก แล้วก็นิมนต์ พระครูบุญธรรม มาจาก นครปฐม นะ และนอกจากนั้นก็มี หลวงพ่อสำเนียง และพระอะไร ๒ องค์ไม่ทราบ รวมเป็น ๕ องค์ด้วยกัน
                   ไอ้ฉันก็ไม่มีส่วน เพราะฉันพักฟื้นจากป่วยนะ ไปพักที่วัดนั้นใกล้ ๆ หมอน่ะ เราก็เดินอยู่บ้างนอก เราเมื่อย ก็ไปนั่งปลายอาสนสงฆ์ก็ไม่มีส่วยเกี่ยวข้องกัน ไอ้ใจมันอดคิดไม่ได้ว่า เอ๊ะ ! ใครจะขนาดไหนนะ เท่านั้นแหละ ! เห็น หลวงพ่อนาค เป็นเสงไฟฉาย ใหญ่มาก คลุมของทั้งหมด สว่างจ้า....สว่างมากเชียว ของพระครูบุญธรรม นี่ก็เหมือนกับหอก พุ่งเหมือนกับน้ำอะไร ท่อดับเพลิงน่ะ แรงมาก พุ่งเข้าของนะ อีก ๓ องค์เหมือนกับเทียนริบหรี่อยู่ใจ มันวัดกันไม่ได้เลย พอเสร็จพิธีลงมานั่ง ท่านนั้งหัวอาสนสงฆ์ ท่านถามพระอีก ๔ องค์ว่า
                   "เฮ้ย ! ใครรู้ไหม ไอ้หัวขโมยมันนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์"
                   พระครูบุญธรรม หันมายิ้ม ๆ พระครูบุญธรรม รู้เรื่องเก่งมาก ลูกศิษย์ หลวงพ่อปาน เก่ง ๆ รุ่นพี่เก่งมาก รุ่นนั้นเล่นอภิญญาได้อภิญญาได้อภิญญาตรงเลย พระอีก ๓ องท่านเฉย ๆ ท่านก็บอก
                   "โน้น ! ไอ้องค์นั้นน่ะ ไอ้องค์สุดท้ายอาสนสงฆ์ขโมย"
                   ก็ไม่มีใครรู้ขโมยอะไร ใช่ไหม.... ทีนี้ต่อมาท่านลงมาแล้ว คนก็ไปพระท่าน ท่านก็แจก ๆ ฉันไปขอบ้าง ท่านบอกใครวะ ๆ ท่านก็ไม่ให้ ท่านบอกใครวะ ๆ เราก็เฉยเสีย เฉย ๆ ทีนี้ท่านให้คนอื่นมามาก เราก็แย่งจากคนอื่น บอกให้ฉันแกไปขอใหม่ บอก "เฮ้ย ! มันขนาดนี้เชียวหรือ" (หัวเราะ) ทิพพจักขุญาณ องค์นั้นแจ๋ว ปฎิสัมภิทาญาณ ลูกศิษย์ หลวงพ่อโต
ผู้ถาม             เวลาปลุกเสกเกจิอาจารย์ต่าง ๆ ต้องเห็นพระพุทธเจ้าก่อนหรือครับ ?
หลวงพ่อ         ไม่ทุกองค์ แต่ว่าทุกองค์ที่ทำได้ไม่มีใครเก่ง มีแต่พระพุทธเจ้าเก่ง เขาจะไม่ทำเอง จะให้สวดมนต์ว่ายังไงจะว่าตามนั้น จะทรงอารมณ์อยู่ แต่พระพุทธเจ้าจะทำเอง เขาทำกับแบบนั้นนะ แบบ หลวงพ่อปาน ใช้ หลวงพ่อเล็ก ปลุกผ้ายันต์ ผ้ายันต์ หลวงพ่อเล็ก ปลุกใช้สมาบัติ ๘ ครบ ๓ เดือน เต็มเป๋ง ! แล้วก็ให้ฉันแบกไป แค่นี้ประตูโน่นมั้ง ประตูเจ้ากรม ฯ หลวงพ่อปาน เห็นเข้าบอก "เฮ้ย ! เอาไปก่อน ๆ กลับไปก่อน ๆ ใช้ไม่ได้ ๆ" เห็นไหม....ใช้สมาบัติ ๘ คุมด้วยนะ

ผลของเหรียญทำน้ำมนต์
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง กระผมปฎิบัติเป็นประจำดังต่อไปนี้ และได้ผลเป็นที่พอใจ คือ
                   ๑. เวลาปกติผมสวดมนต์ ผมจะเอาเหรียญทำน้ำมนต์ของหลวงพ่อวางไว้บนศีรษะแล้วก็ว่าคาถา อิติปิ โส ๗ จบ และ นะมะ พะธะ ๑๕ จบ ผลปรากฎว่า อาการโรคภัยไข้เจ็บบรรเทาและหายไป โดยไม่ต้องกินยาหมอ เมื่อได้ผลอย่างนี้ กระผมอยากจะขอถวายแนะนำว่า ให้หลวงพ่อทดลองดูบ้าง หลวงพ่อทดลองดูบ้าง หลวงพ่ออาจจะหายโดยฉับพลันก็ได้
หลวงพ่อ         แต่เขามาวางสูงนะ เขาไว้บนหัวศีรษะ ( หัวเราะ ) ไอ้โรคของฉันน่ะ ก็ใช้น้ำมนต์อยู่เสมอ แต่อย่าลืมว่ากำหนดเวลามีอยู่ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าต้องธันวาคม ธันวาหน้านี่ถึงแล้ว ๒ ธันวานี่ ต้องรักษา ๒ ปี
ผู้ถาม             ก็โรคภัยไข้เจ็บจะ...
หลวงพ่อ         ก็คลายมาเรื่อย ๆ คลายมาเยอะแล้ว อย่าลืมว่ากฏของกรรมเก่าทำไว้มาก ไม่ใช่เล็กน้อย และประการที่ ๒ ลูกหนี้จะหนีเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็ตามทวง ก็ช่างมัน ! วันนี้วันที่ ๙ ธันวาคมนะ ( พ .ศ. ๒๕๓๒ ) ก็เป็นอันว่าขณะที่สวด อิติปิ โส เมื่อกี้นี้พระท่านก็มามาก ท่านลุงก็มา ท่านก็บอกว่า เหรียญที่ทำแจกครั้งหลังนี้นะ เหรียญทำน้ำมนต์นะ ท่านบอกว่าให้ทุกคนทำตามนี้ว่า
                   ถึงเวลาที่จะนอน ถ้ามีกำลังใจสูงนะ กำลังเข้มข้นก็ไม่ต้องใช้น้ำมนต์ นึกถึงเหรียญหรือผ้ายันต์นั้นอยู่ตรงกระหม่อม บูชาพระเสียก่อนนะ แล้วก็ว่า อิติปิ โส แล้วก็ นะมะพะธะ สวด อิติปิ โส ตามที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือกี่จบ จึงนึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แล้วก็ว่า นะมะพะธะ เท่านั้น
                   อย่างนี้ท่านบอกว่า จะคลายกฎของกรรมไปมาก ค่อย ๆ คลายกฏของกรรมนะ กฏของกรรมนี่ความจริงทำลายไม่ได้ แต่อำนาจกฏของกรรมจะค่อย ๆ คลายตัว ถ้าทำทุกวันต่อไปจะเหลือนิดเดียว อย่างโทษ ปาณาติบาต ต้องป่วยไข้ไม่สบาย หรือทุพพลภาพทางกาย จะคลายทางกาย จะคลายตัวเหลือเล็กน้อย อย่าง อทินนาทาน ไฟไหม้บ้านบ้าง น้ำท่วมบ้านบ้าง ลมพัดบ้านบ้าง โดนโจรขโมยปล้นบ้าง ใช่ไหม ทีนี้ทำเรื่อย ๆ ไปจะคลายเหลือนิดหน่อย กฏของกรรมต่าง ๆ จะคลาย
                   แล้วท่านบอกว่า ถ้าบุคคลใดกำลังใจไม่เข้มแข็ง ก็ให้นึกถึงน้ำมนต์แล้วว่า อิติปิ โส ตามนั้น แล้วก็สวด นะมะพะธะ เหมือนกัน เอาน้ำมนต์มาพรมที่ศีรษะเล็กน้อย อย่างนี้ทุกวัน ทำทุกวัน กฏของกรรมจะคลายตัว อันนี้ดีมาก กฏของกรรมเราหาทางแก้ไม่ได้อยู่แล้วนะ ท่านบอกว่าจะคลายเรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งจะสิ้นกำลัง แต่ไม่สิ้นเลย เหลือนิดหน่อย ดีมาก !

ผลของน้ำมันมนต์
ผู้ถาม             กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง น้องชายของลูกชื่อ "นายสมนึก แดงสี" เป็นคนรับจ้างขับมอเตอร์ไซด์ในซอย ปรากฏว่าเมื่อไม่นานมานี้ ขับไปสวัสดีกับปิกอัพ ผลปรากฏว่าสลบไสล ตื่นมาก็กลายเป็นคนอัมพาตทั้งเนื้อทั้งตัว บังเอิญลูกมีโอกาสไป วัดท่าซุง คราวงานเป่ายันต์เกราะเพชร เช่าน้ำมันมนต์ หลวงปู่ปาน ที่วัดมาขวดหนึ่ง พอทาปุ๊บปรากฏได้ผลคือ ขณะนี้แกนั่งได้แล้ว พูดจาเป็นปกติ ทีนี้ต่อไปลูกจะเอาอีกขาดหนึ่ง แต่จะเอาจริง ๆ
หลวงพ่อ         จริง ๆ เบาไป ต้องเเกล้ง ไอ้เเกล้งมันหนักกว่าจริง ๆ เกล้งให้เดินได้ทำงานได้อยู่เป็นปกติ แล้วต่อไปเอาอีกขวดหนึ่งเกล้งให้รวย อีกขวดหนึ่งแกล้งให้ถูกหวยทุกงวด ( หัวเราะ) ต้องแกล้งมันแรงกว่าธรรมดา ๆ จริง ๆ มันเบา ท่านอนุโลมนะ เกรงจะชอกช้ำ ถ้าแกล้งไม่กลัวช้ำ มีความเข้มแข็ง
ผู้ถาม             นี่เขาเล่าให้ฟังนะ หมดกันเป็นหมื่น ๆ แหม....แค่น้ำมันขวดเดียว สิบบาท ยี่สิบบาทไม่ได้ ไม่เป็นที่พอใจ
หลวงพ่อ         ความจริงจ่ายไม่ครบนะ น้ำมันเขาแพงกว่านั้น (หัวเราะ) ใช่ถ้าหวยก็ราคาแพง ถ้าไม่หายก็เฉย ๆ ไว้ เดี๋ยวเขาจะด่าเอา (หัวเราะ)

ผลของน้ำมันชาตรี
ผู้ถาม             กราบเท้านมัสการหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง คือว่ามันที่ ๒๖ ต.ค . ๒๕๓๔ เดือนที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสขี่จักยานยนต์ไปด้วยความรวดเร็ว เพราะว่าจะซื้อยามาให้คนป่วยที่บ้าน ด้วยความเร็วปรากฏว่า รถจิ๊ปคันหนึ่งก็มาด้วยความเร็ว มันหับผมสวัสดีกันกลางทาง ปรากฏว่าล้อรถของผมน่ะ ข้างหน้าข้างหลังอยู่กันคนละทางเลย คนมาดูนึกว่า เละตุ้มเป๊ะแล้ว! ปรากฏว่าผมลุกขึ้นมาปัดแข้งปัดขา เดินด้วยความสบายใจไม่เป็นอะไรเลย ตำรวจมาถามว่า
                   " คุณ! ไอ้คนที่ตายตรงนี้ไปอยู่ที่ไหน?"
                   ผมก็ตอบว่า "ไม่รู้ครับ แต่ไอ้คนที่ขี่รถคันนี้คือผมเอง"
                   ตำรวจถามผมว่า "เอ๊งเป็นลูกศิษย์ใครมีดีอะไร ?"
                   ผมตอบว่า "ผมเป็นลูกศิษย์ น้ำมันชาตรี"
                   ถามว่า "พระองค์นี้อยู่วัดไหน ?"
                   ผมนึกไม่ถูกเลยไปบอกเขาว่า "วัดท่าบุง"
หลวงพ่อ         (หัวเราะ) ใช่ได้ ๆ ๆ ดีเขาไม่บอกวัดขวดเอานะ
ผู้ถาม             แล้วบอกว่าอยู่จังหวัดนครสวรรค์
หลวงพ่อ         (หัวเราะ) ได้เรื่อง! วัดท่าบุง นครสวรรค์ ใช้ได้
ผู้ถาม             ถ้าหากว่าตำรวจคนนั้นไปเอา น้ำมันชาตรี คงไปหาทั้งจังหวัด แล้วก็ตำรวจเขาเลยบอกว่า จะขอจดที่อยู่วัดไว้ ผมก็นึกได้ตอนหลังว่าอ่านหนังสือแล้วไม่ใช่ ผมก็นึกวิตกว่า ตำรวจคนนั้นคงไปหาที่นครสวรรค์แล้วก็สุดท้ายขอกราบขอบพระคุณ น้ำมันชาตรี ของหลวงพ่อด้วย ผมมีเทคนิคในการใช้ดังต่อไปนี้ครับ
                   ตืนเช้าขึ้นมารีบกินก่อน มันจะชนเมื่อไหร่ผมไม่กลัวแล้ว แปลกจริง ๆ นะครับ ที่หลวงพ่อเคยพูดอะไร เบา อะไรนะ ?
หลวงพ่อ         ชาตรีนี่เขาเรียก "ลูกเบา" อันเดียวกัน เวลาถูกแล้วมันรู้สึกเบา ไม่หนัก รู้จักลูกเบาไหม ?
                   " ..ถ้าบุคคลใดกำลังใจไม่เข้มแข็ง ก็ให้นึกถึงน้ำมันมนต์แล้วว่า อิติปิ โส ตามนั้น แล้วก็สวด นะมะพะธะ เหมือนกัน เอาน้พมนต์มาพามที่ศีรษะเล็กน้อยอย่างนี้ทุกวัน ทำทุกวัน กฏของฏรรมจะคลายตัว.."

หลวงพ่อเล่าให้ฟัง

เรื่อง....หลวงตาหวังเทศน์
                   ( ....พระคุณเจ้าคะ ! ฉันอยากจะทราบว่า เขาลือกันว่าคนที่ทำบาปนี่ เทวดาเขาจดลงในหนังหมา คนทำบุญนี่เทวดาจดไว้ในแผ่นทอง มันเป็นความจริงไหม ? ...)
                   เรื่องนี้ปรากฎขึ้นที่ วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วตัวโจ๊กจริง ๆ มีหลายท่านด้วยกัน เกือบทั้งวัด ไม่ใช่หมดวัดนะ เกือบทั้งวัดเพราะไม่ได้ร่วมกันทั้งวัด แต่ส่วนใหญ่จริง ๆ ร่วมมือกัน
                   เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้ คือว่าตาแก่คนหนึ่งแกชื่อ "หวัง" แล้วก็หลังโกงเสียด้วยหลังโกงจริง ๆ แกเดินไปละก็หัวโก่งไปข้างหน้าหลังงอมาก แกแก่แล้ว แต่ว่าสติปัญญาดีเฉลี่ยวฉลาดพอสมควร มีการคล่องในการงานก็มาขอให้ หลวงพ่อปาน บวชให้ หลวงพ่อปาน เห็นว่าแกไม่รู้หนังสือ แต่ทว่าแกมีความเพียรดี มีความมานะอุตสาหะดี ท่านก็รับเข้ามาบวช บวชแล้วก็สอนธรรมวินัยแต่ละวัน
                   สำหรับหนังสือสวดมนต์ เขาเรียกว่า "ต่อหนังสือค่ำ" ให้ท่องจำไปทีละน้อย ๆ ตั้งพระไว้เป็นผู้สอนให้ รู้สึกว่าสติปัญญาดีพอสมควร หมายถึงว่าสอนอะไรไปแล้วไม่ต้องซ้ำ ท่านก็ท่องจำไป วันรุ่งขึ้นมาให้ว่าของเก่าก็ว่าได้แล้วก็ต่อให้ใหม่ตามสมควร
                   สมัยก่อนเขาเรียกว่า "ต่อหนังสือค่ำ" หมายความว่าเวลาเย็น ๆ ทำวัตรสวดมนต์แล้วก็ต่อหนังสือสวดมนต์ให้ ให้ท่องจำเลย ไม่ใช่ให้อ่าน อย่างนี้แกทำได้ดี แล้ว หลวงพ่อปาน ท่านก็สอนสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนาแบบย่อ ๆ แกก็ทำได้ดี จิตใจดีพอสมควร แกรู้ตัวว่าแกไม่รู้หนังสือแกเลยเกิดความไม่ประมาท
                   มาวันหนึ่ง เป็นพรรษาที่ ๒ สำหรับการบวชของแก การสวดมนต์ใน ๗ ตำนาน นี่จำเป็นจะต้องให้ได้หมด เรียกว่าได้คล่องดีแล้ว ก็เลยอยากจะเป็นนักเทศน์ขึ้นมาบ้าง แกก็ไม่ถามชาวบ้านชาวเมืองเขา มีพระอาวุโสท่านหนึ่ง อย่าออกชื่อเลย ท่านเป็นพระสนุก ๆ ใคร ๆ ก็รักท่าน พระองค์นี้อย่าออกชื่อท่านเลยนะ เพราะเรื่องนี้มันไม่ค่อยดีนัก ออกชื่อท่าน ท่านจะพลอยเสียหายไปด้วย
                   ไปถามพระองค์นั้นบอกว่า "เวลาเขาเทศน์ ๆ ยังไงขอรับ ?"
                   ท่านยิ้ม ๆ รู้แล้วว่า ตาหวัง นี่อยากเทศน์ ท่านก็บอกว่า
                   "ไม่เป็นไรหรอก ขึ้นไปเอาหนังสือขึ้นไปมันก็เทศน์ได้เองแหละ "
                   ตาหวัง ก็บอกว่า "ผมอ่านหนังสือไม่ออกนี่ขอรับ"
                   ท่านก็ตอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ธรรมาสน์มันมีอาถรรพณ์ คนอ่านหนังสือไม่ออก ขึ้นไปมันก็อ่านออกเอง"
                   ที่นี้แกคงจะไม่แน่ใจนัก แกก็มาถามอาตมาบ้าง ถามเพื่อน ๆ บ้าง ถามพระอีกหลายองค์ก็ถามเกือบหมดวัด เท่าที่แกจะถามได้ พวกที่ท่านไม่ต้องเกรงใจนัก เรียกว่าเป็นนักคลุกคลีตีโมงมาด้วยกัน บอกเหมือนกัน บอก
                   "โอ้โฮ้ ! เรื่องเทศน์นี่มันอัศจารรย์ขอรับหลวงน้าเห็นไหมล่ะ ว่าอยู่กุฎินี่ใครเขาเทศน์กันบ้าง ไม่มีใครเขาเทศน์กัน ไม่มีใครเขาว่าอะไรกันหรอก แต่เวลาขึ้นธรรมมาสน์ เห็นไหมเขาว่ากันเเจ้ว ๆ ไปได้จนจบ"
                   แกก็เชื่อ เพราะว่าตามปกติพระที่ขึ้นไปเทศน์เขาจะอ่านหนังสือ จะดูวรรคดูตอน เขาก็ดูกันในใจเงียบ ๆ ก็ไม่ได้ออกเสียง แกก็เลยไม่ได้ยินเสียง เป็นอันว่าแกก็คิดว่า พอขึ้นไปแล้วมันก็เทศน์ได้เอง นี่โดนต้ม ! แล้วก็โดนตุ๋น ! นี่คววามจริงไม่ใช่เจ้าลิงเท่านั้น นอกจากเจ้าลิงก็ร่วมกับเยอะแยะ
                   เมื่อเเกมั่นใจแล้ว แกก็บอกว่า "วันพระหน้าที่จะถึงนี้เป็นวันรักษาอุโบสถผมจะลงเทศน์ในกลางคืน"
                   พวกเราก็บอก "ดี ! ดีมาก ! โอ้โฮ้ ! การเทศน์นี่เป็นการให้ธรรมเป็นทานเชียวนะหลวงน้านะ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
                   "สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ" การให้ธรรมเป็นทานย่อมชนะทานทั้งปวง เพราะการให้ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นทานนี่แหละ คนเขาจึงได้ขึ้นสวรรค์ไปเป็นพรหมเข้าถึงพระนิพพานได้ ไอ้วัตถุทานนี่เมื่อเราให้แล้วก็แล้วกันไป กินอิ่มแล้วก็แล้วกันไป พอเลิกอิ่มมันก็หิว การให้ธรรมเป็นทานนี่มีอานิสงส์มาก เมื่อคนฟังเขามีอานิสงส์มาก เราผู้ให้ก็มีอานิสงส์มหาศาล"
                   แหม......แกยิ้มชอบใจใหญ่ แกก็เลยบอกว่า "ไหน ๆ ผมบวชทั้งทีแล้ว ผมก็จะทำให้มันครบ คือสงเคราะห์ตัวเองด้วย สงเคราะห์ญาติโยมพุทธบริษัทด้วย ไอ้การสงเคราะห์ตัวเองก็ได้แก่การทำวัตรสวดมนต์ เจริญสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานทำการงานของวัด นี่เป็นการสงเคราะห์ตนเอง สงเคราะห์ญาติโยมก็ได้แก่การเทศน์สองเป็นธรรมทาน"
                   แหม......พวกเราทั้งหมดก็ยกมือกันสลอนโมทนาสาธุ แกก็ปลื้มใจ ยิ่มแป้น ! พอถึงเวลาวันพระ ความจริงเวลานั้นที่ วัดบางนมโค เวลาถึงวันพระ คนมาถืออุโบสถถึง ๒๐๐ คนเศษ ๆ หากเป็นวันพระเข้าพรรษาออกพรรษา ก็ตกวันละ ๓๐๐ - ๔๐๐ คน คนรักษาอุโบสถมาก ถึงแม้จะเป็นตำบลเล็ก ๆ ก็ตาม แต่ว่า หลวงพ่อปาน ท่านปลูกศรัทธาคนได้ดีมาก เวลาวันพระเขาเทศน์ตอนเช้า ๑ กัณฑ์ ตอนบ่ายประมาณ ๓ กัณฑ์ นี่เป็นกัณฑ์ประจำ ญาติโยมพุทธบริษัทเขานิมนต์กันเอง เวลากลางคืน ถ้าไม่มีใครไปเทศน์ก็ต้องมีพระอาวุโสหรือพระผู้มีคุณวุฒิไปนั่งอธิบายธรรมะ คือไปคุยกับโยม ญาติโยมแกจะสงสัยอะไรก็ตอบให้ฟัง
                   บางที หลวงพ่อปาน ท่านก็ลงเอง ถ้าหลวงพ่อปาน ไม่ลง หลวงพ่อเล็ก ก็ลง หรือว่า สมภารเย็น ลง ใครว่างใครก็ลง ถ้าพระผู้ใหญ่ไม่ว่าง พระผู้น้อยก็ลง อาตมาเองก็เคยลงเหมือนกัน ลงไปแล้วโดนโยมยันเข้าให้ เรื่องภูมเทวดา ไอ้เรื่องเทศน์ของดไว้ก่อน
                   วันหนึ่งอาตมาลงไปเป็นพระอาจารย์ แหม...น่ากลัวจะเป็นจานกระเบื้องนะท่านผู้อ่าน ไม่ใช่จานกะละมัง ไอ้จานกะละมังขว้างเพล้งบางทีกะเทาะ แต่ไม่แตก ทีนี้ไอ้อานกระเบื้องนี่เขวี้ยงเปรี้ยง แตกพอดี ลงไปคุยกับญาติโยม คุยไปคุยกันมา มาตอนดึกจะกลับแล้วห้าทุ่ม โยมคนหนึ่งแกถามว่า
                   "พระคุณเจ้าคะ ! ฉันอยากจะทราบว่า เขาลือกันว่าคนที่ทำบาปนี่ เทวดาเขาจดลงในหนังหมา คนทำบุญนี่ เทวดาจดไว้ในแผ่นทอง มันเป็นความจริงไหม ? ”
                   อีตอนนี้ความจริงก็เคยได้ยินเขาพูดกันมาเหมือนกัน แต่ว่าการตอบเอาจริงเอาจังกับญาติโยมนี่มันตอบส่งเดชไม่ได้ มันต้องเป็นเรื่องจริงจัง ในเมื่อไม่แน่ใจก็เรียนให้ทราบว่า
                   "โยม ! เรื่องนี้ วันพรุ้งนี้อาตมาจะตอบให้ฟัง หรือวันพระหน้าอามาจะมาตอบให้ฟัง"
                   แล้วความจริงก็ตั้งใจไว้ว่าวันรุ่งเช้าจะถาม หลวงพ่อปาน ดู ว่าไอ้เรื่องนี้มันเป็นความจริงไม่จริงเพียงใด ครั้นกลับไปถึงกุฎิแล้วก็จุดธูปเทียนบูชาพระ ตั้งใจเจริญพรกรรมฐาน พอจุดธูปเทียนเสร็จ เริ่มนั่งเข้าสมาธิ พอนั่งหลับตาปุ๊บ มีมือส่งมาแค่ศอกยื่นมาข้างหน้าแขนสวยเหลือเกิน มีกระดาษห้อย แล้วมีเสียงพูด เสียงดังฟังชัดว่า
                   "นี่แหละขอรับ ! ที่เขาจดคนทำบุญทำบาป เขาใช้กระดาษทิพย์ เขาไม่ได้ใช้หนังหมาหรือว่าแผ่นทองคำ ถ้าจะใช้หนังหมาจดคนทำบาปละก็เทวดาไม่รู้จะไปฆ่าหมาที่ไหนมาพอ เพราะเมืองเทวดาไม่มีหมา ไอ้สัตว์เดรัจฉานนี่ มันมีแต่เฉพาะเมืองมนุษย์เท่านั้น ในเมืองเทวดาเมืองอบายภูมินี่มันไม่มีหรอกครับ มันมีอยู่แดนเดียว คือสัตว์ทั้งหมดที่ตายไปแล้ววิญญาณออกจากร่างก็มีร่างเป็นคน ไม่ใช่มีร่างเป็นสัตว์ อีกประการหนึ่ง ถ้าจะไปหาแผ่นทองคำมาจารึกมันก็ไม่ไหว สำหรับคนมีบุญ ก็ต้องใช้กระดาษทิพย์ ”
                   เป็นอันว่าคราวนั้นก็เลยได้ความรู้จากเทวดาแล้ววันหลังญาติโยมมาก็บอกให้ทราบว่า หลังจากกลับไปแล้วกลางคืนพอเริ่มบูชาพระทำสมาธิจิต มีแขนปรากฎ มีภาพหนังสือปรากฎ มีเสียงบอกตามนั้น ญาติโยมก็เข้าใจ
                   ทีนี้กลับมาคุยถึงเรื่อง หลวงตาหวัง จะลงเทศน์ พอญาติโยมทำวัตสวดมนต์ในเวลาหัวค่ำเสร็จ หลวงตาหวัง ก็ถือคัมภีร์รุ่มร่าม ๆ ลงมา มีความประสงค์จะไปเทศน์โปรดญาติโยมพุทธบริษัท ทีนี้ท่านหัวหน้าใหญ่เป็นพระอาวุโสหน่อย ไม่ขอออกชื่อ ตีระฆังให้สัญญาณบอกเวลานี้ หลวงตาหวัง ลงแล้ว ตามประเพณีเดิมของ วัดบางนมโค เมื่อพระผู้ใหญ่ลงเทศน์หรือพระผู้น้อยลงเทศน์ก็ตาม พระทั้งหมดควรจะไปฟังเทศน์ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ญาติโยมพุทธบริษัทเอาเปรียบแต่ผู้เดียว คือรู้แต่ผู้เดียว ถ้าใครมีโอกาสก็ลงไปฟังเทศน์ด้วย นี่เป็นระเบียบ เพราะว่าไม่มีเกณฑ์บังคับ แต่ว่าถ้าเป็นระเบียบแล้วทุกคนพร้อมที่จะปฎิบัติ
                   ความจริง หลวงพ่อปาน ท่านมีบุญ ท่านพูดอะไรออกมาแล้ว คนก็ยอมรับฟัง ทำตามด้วยประการทั้งปวง ถือว่าคำปรารภของท่านเป็นคำสั่งอยู่เสมอ ลูกศิษย์ลูกหาของท่านจึงได้ดีมาก ไอ้ที่ระยำก็มีมากเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนได้ดีก็มักจะเป็นคนต่างถิ่น พวกที่เขามาจากต่างถิ่นนี่เขามาเอาดีกัน สำหรับคนในถิ่นก็ดีเหมือนกัน ส่วนใหญ่บวชแล้วก็สึก อยู่ไม่ค่อยนานนัก
                   แล้วก็เรื่องสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานของท่านนี่คนในตำบลไม่ค่อยจะเอาเพราะว่าเขาถือว่าเขาอยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ เขาได้อาศัยครูบาอาจารย์ ถ้าเขาตายไปแล้ว ครูบาอาจารย์จะสงเคราะห์เขา เขาอาจจะคิดยังงั้นก็ได้ หรืออีกประการหนึ่งบางทีก็จะมีอาการชินเกินไป นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาปัจจุบันนี่ก็เหมือนกัน สำนักสมถวิปัสสนาที่ไหนก็ตาม คนใกล้ ๆ มักจะไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญ คนที่เห็นความสำคัญมักจะเป็นคนที่มาจากแดนไกล
                   อย่างสำนักใหญ่ ๆ เช่น วัดปาดน้ำภาษีเจริญ สมัยที่ หลวงพ่อสด ยังอยู่ กว่าคนใกล้ ๆ จะรู้ว่าท่านดีนี่คนคนอื่นเขาเอาไปกินเสียนานแล้ว แล้วในระยะต้น ๆ ไม่มีคนบ้านใกล้สนับสนุน ดีไม่ดีเขาลือกันว่าสมัยที่ท่านไปอยู่ใหม่ ๆ เอาปืนไปยิงข้ามวัดเล่นเสียง่าย ๆ ยังงั้นแหละ วัดนั้นเต็มไปด้วยความโกรงเกรง ๆ ผุแล้วผุอีก จะพังแหล่มิพังแหล่ คนระยะใกล้ ๆ มาเห็นความดีของท่านต่อเมื่อพระมากขึ้นมา วัดมีความเจริญมากแล้ว แต่ก็เห็นความดีภายนอก ความดีภายในไม่ค่อยมีคนจะเอาไปใช้เหมือนกัน นี่เรื่องสมถภาวนา การเจริญพระกรรมฐานมันเป็นเรื่องของธรรมดาจริง ๆ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท คนใกล้นี่ใครเขาไม่ค่อยเอาด้วยหรอก มีแต่คนไกลเอาไป
                   สำหรับที่ วัดบางนมโค สมัยนั้นก็เหมือนกัน พวกเราเองมาจากที่อื่นเอาดีกันจริง ๆ พวกก็หาว่าบ้าไปเสียเลย ดีไม่ดีก็หาทางก่อกวน หาทางนินทาว่าร้าย เขานินทาข้างหลังไม่พอ เขานินทาข้างหน้า เขาหาว่าบ้า ๆ บอ ๆ ไอ้พวกเรามันก็บ้าจริงตามเขาว่านั้นแหละ เพราะเขานั่งลืมตา เรานั่งหลับตาเสียมันก็บ้า เขาสร้างความเลวกันเราไม่เลวตามเขา เรามันก็บ้า
                   รวมความว่า เราเข้าเมืองตาหลิ่ว เราไม่หลิ่วตาตามนี่มันก็บ้า นี่พูดให้ฟัง แล้วก็มานั่งคุยกันต่อไปถึงเรื่อง หลวงตาหวัง จะไปเทศน์
                   เมื่อ หลวงตาหวัง ท่านลงไปแล้ว ท่านอาจารย์ผู้ทรงวุฒิมีอาวุโส ไม่ใช่ หลวงพ่อปาน ไม่ใช่ หลวงพ่อเล็ก ไม่ใช่ ท่านสมภารเย็น แล้วก็ไม่ใช่ใคร ไม่บอกชื่อท่านพระอาวุโสผู้ใหญ่เวลานั้นมีหลายท่านด้วยกัน แต่ว่าองค์นี่ท่านสนุกสนาน ชอบเล่นกับพวกเด็ก ๆ ท่านมีอารมณ์ขำ เด็ก ๆ รักท่าน เมื่อตีระฆัง เราก็รู้สัญญาณว่าเวลานี้ หลวงตาหวัง ลงไปศาลาแล้ว พวกเราก็ห่มจีวรพาดสังฆาฎิ เดินลงไปเป็นแถว มีพระอาจารย์ใหญ่นำหน้าลงไปด้วย ไปนั่งฟัง หลวงตาหวัง เทศน์เต็มอาสนสงฆ์หมด
                   แหม.....ญาติโยมคืนนั้นรู้สึกมีธรรมปีติมาก เห็นพระลงมาฟังเทศน์ ได้เวลาแล้ว หลวงตาหวัง ก็ขึ้นธรรมาสน์ ตะเกียงก็สว่าง แกก็เปิดหนังสือออกอ่าน อ่านไปอ่านมา ดูไปดูมา ดูมาดูไป มันก็อ่านไม่ออก เพราะไอ้คนไม่เคยเรียนหนังสือมันจะอ่านออกได้ยังไง แต่ว่าคณะที่ลงไปนั้น คณะกลุ่มของ หลวงตาหวัง ทั้งนั้น ที่ลงไปนั่งเป็นแถวน่ะ พระที่ท่านไม่ได้ตุ๋นด้วยท่านไม่ได้ลงไป แกทำท่าอ่านไม่ออก ญาติโยมพุทธบริษัทที่มาก็รู้ทั้งหมดว่า หลวงตาหวัง นี่น่ะ ตั้งแต่เป็นฆราวาสไม่เคยเรียนหนังสือมาเลย แล้วท่านจะมานั่งเทศน์ได้ยังไง มาอ่านพลิกหน้าพลิกหลัง พลิกหลังพลิกหน้า พลิกไปพลิกมามันก็อ่านไม่ออก
                   ญาติโยมก็ชักเริ่มแล้ว เริ่มก้มหน้า ไม่ใช่ร้องไห้ ก้มหน้าหัวเราะ ยิ้มกันไปยิ้มกันมา เอาผ้าอุดปาก พวกเราก็ชักงอไปงอมา แต่ไม่กล้าส่งเสียง
                   ทีนี้ หลวงตาหวัง แกดูยังไงแกก็อ่านไม่ออก แกบอก "โยม ! เดี๋ยว ! อ่านไม่ออกแฮะ "
                   ตอนนี้ฮาตึงแล้ว
                   "โยม ! เดี๋ยว ๆ ลองไปอ่านที่หัวอาสนสงฆ์ บางทีมันจะอ่านออกบ้าง"
                   มาที่หัวอาสนสงฆ์ นั้งข้างหน้าเพื่อน อ่านเท่าไรมันก็อ่านไม่ออก ทีนี้ท่านหัวหน้าบอกว่า
                   "นี่กราบพระพุทธเสียก่อนซี กราบพระพุทธช่วย (โธ่ ! อยู่ ๆ แกมาถึงเขานิมนต์ขึ้นธรรมาสน์ก็ขึ้นไปเลย) เห็นไหมเล่า คนที่ขึ้นไปเทศน์เขาต้องกราบพระพุทธเสียก่อน พระพุทธท่านช่วยอ่านเองแหละ”
                   ยังไปสอนเขาที่ศาลาอีก หลวงตาหวัง ก็เอา กราบ ๆ พระพุทธ ขึ้นไปนั่งบนธรรมาสน์เปิดหนังสืออ่านเท่าไร อ่านไปอ่านมา อ่านยังไงมันก็ไม่ออก แกก็โมโห คิดว่าพวกเราต้มแล้วซิ มองหน้าพวกเราเป็นแถวตั้งแต่ต้นจนปลาย ไอ้พวกนี้เป็นที่ปรึกษาแนะนำให้ขึ้นมาเทศน์ แกก็เลยเทศน์ฉบับพิเศษ เสียงดังลั่นว่า
                   "ไอ้.........แม่ ! โครตแม่มึงแกล้งกูนี่หว่า บอกว่าขึ้นธรรมาสน์แล้วจะอ่านออก นี่มันอ่านไม่ออก ไอ้....แม่ ! แกล้งกู"
                   พวกเราก็ฮาตึง ชอบใจ เรียกว่าหายปวดท้อง บรรดาญติโยมทั้งหลายก็ฮาตึงไปตาม ๆ กัน เป็นการครื้นเครงแทนที่จะโกรธ แกลงมาที่หน้าอาสนสงฆ์แกยังด่าอีก แล้วแกก็เดินกลับชี้หน้าไปทุกคนด่าหมด พวกเราก็ยิ้มชอบใจแทนที่จะโกรธ จะโกรธทำไม แผนการของเรามันสำเร็จผลนี่ เพราะอะไร เพราะแกอยากทรชน คือเทศน์ไม่เป็นแล้วก็อยากจะเทศน์ ก็เลยดัดสันดานเสียด้วยวิธีนั้น
                   แต่ปรากฏว่าพอรุ่งขึ้นเช้า หลวงพ่อปาน สั่งตีระฆังประชุม พูดถึงเรื่อง หลวงตาหวัง ลงมาเทศน์ ท่านบอกว่า
                   "มันเป็นการไม่สมควร การทำแบบนั้นทำให้พระเสียกำลังใจ ทำให้ญาติโยมพุทธบริษัทเสียกำลังใจ"
                   พูดไปพูดมาก็บอก "มันไม่มีใครหรอกวะ ไอ้ที่มายุ หลวงตาหวัง ขึ้นธรรมาสน์น่ะ"
                   ชี้ดะไปเลย ชี้มาตรงหน้าแป๊ะทุกรายเลย ถามว่า “ จริงไหม ?"
                   ทุกองค์ก็พนมมือบอกว่า "ขอรับ"
                   ถามว่า "ทำไมจึงทำยังงั้น ?"
                   คนอื่นเขาก็เงียบเสียง เจ้าลิงดำพูดตัวเดียวบอกว่า "หลวงตาหวัง แกไม่เจียมตัวขอรับ แกรู้แล้วว่าแกอ่านหนังสือไม่ออก ก็ยังจะไปเทศน์ ถ้าจะไปห้ามแกก็จะหาว่ากันลาภสักการะของแก กันความดีของแก ถ้าไม่สอนด้วยวิธีนี้ละก็แกจะยับยั้งตัวเองได้ยังไง ?"
                   หลวงพ่อปาน ก็ยิ้มละไม บอก "เออ.....ดี ! ดีแล้ว รู้จักการฝึกพระให้รู้จักประมาณตนของตนเอง"
                   ท่านก็เลยหันไปหา หลวงตาหวัง บอก "หลวงตาหวัง ทีหลังจำไว้นะ สิ่งใดถ้ามันเกินวิสัยของเรา เราอย่าไปทำมันเข้า ไอ้ที่เขาทำแบบนี้น่ะ เขาไม่ได้แกล้งเรานะ เขาสอนเรา ฟังได้ยินไหมล่ะ เขาบอกว่าถ้าเตือนแบบธรรมดา ๆ ก็เกรงว่าคุณน่ะจะไม่รับฟังเขา คุณจะหาว่าเขากลั่นเขาเเกล้งกัดกันลาภสักการะกันความดี นี่เขาสั่งสอนคุณ จำไว้นะ ทีหลังจงอย่าทะเยอทะยานอย่างนี้อีก"
                   นิทานเรื่องนี้ก็ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ เพราะมันจบ ไม่รู้จะพูดอะไร สวัสดี *
                   (เพราะการให้ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นทานนี่แหละ คนเขาจึงได้ขึ้นสวรรค์ไปเป็นพรหม เข้าถึงพระนิพพานได้ ไอ้วัตถุทานนี่เมื่อเราให้แล้วก็แล้วกันไป กินอิ่มแล้วก็แล้วกันไป พอเลิกอิ่มมันก็หิว การให้ธรรมเป็นทานนี่มีอานิสงส์มาก เมื่อคนฟังเขามีอานิสงส์มาก เราผู้ให้ก็มีอานิสงส์มหาศาล)

*******************************

พิมพ์โดยคุณโกกนุท

ปัญหาการปฏิบัติ
ดูข้างล่าง
ดูข้างบน


ปัญหาการรักษาศีล ปัญหาการปฏิบัติธรรม ปัญหาพระนิพพานและอานิสงส์ต่าง ๆ