<?xml version="1.0" encoding="tis-620"?>

<rss version="2.0" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/">
	<channel>
		<title>ลานพุทธศาสนา</title>
		<link>http://larnbuddhism.com/webboard/</link>
		<description>เป็นแหล่งที่รวบรวมเรื่องราวของพุทธศาสนา เช่น พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกฉบับประชาชน ฉบับปฏิบัติ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก พระเอตทัคคะ มลคล 38 การปฏิบัติกรรมฐาน กระโถนข้างธรรมาสน์และยังมีนิทานต่าง ๆ เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ควรรู้ การทำนายในรูปแบบต่าง ๆ</description>
		<language>th</language>
		<lastBuildDate>Fri, 18 May 2012 00:26:49 GMT</lastBuildDate>
		<generator>vBulletin</generator>
		<ttl>60</ttl>
		<image>
			<url>http://www.larnbuddhism.com/webboard/images/misc/rss.jpg</url>
			<title>ลานพุทธศาสนา</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/</link>
		</image>
		<item>
			<title>ร่วมทำบุญแผ่นทองหล่อองค์พระพุทธเจ้าน้อย  และบริจาครับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3869&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Thu, 17 May 2012 09:31:38 GMT</pubDate>
			<description>ร่วมทำบุญแผ่นทองหล่อองค์พระพุทธเจ้าน้อย  และบริจาครับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย 
 
ที่ผ่านพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกในโลก ณ จุดที่พระพุทธเจ้าประสูติ ...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ร่วมทำบุญแผ่นทองหล่อองค์พระพุทธเจ้าน้อย  และบริจาครับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย<br />
<br />
ที่ผ่านพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ครั้งแรกในโลก ณ จุดที่พระพุทธเจ้าประสูติ <br />
ภายในวิหารมายาเทวี ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล  <br />
เพื่อร่วมทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ บูรณปฏิสังขรณ์สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า<br />
<br />
1. ร่วมทำบุญแผ่นทอง หล่อองค์พระพุทธเจ้าน้อย <br />
ด้วยการบริจาค 99 บาท พร้อมจารึกชื่อของท่านบนแผ่นทอง เพื่อนำไปหล่อองค์พระพุทธเจ้าน้อย <br />
ประดิษฐาน ณ ลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล <br />
สามารถร่วมทำบุญแผ่นทอง ได้ที่ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น (7-eleven)  ทุกสาขา <br />
และที่ทำการไปรษณีย์ 500 สาขาทั่วประเทศ  ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป<br />
<br />
2. ร่วมทำบุญบริจาครับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย<br />
บริจาค 599.- รับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย เนื้อทองแดง ชุบนาคพ้นทราย พร้อมกรอบทองไมครอน<br />
บริจาค 299.- รับเหรียญพระพุทธเจ้าน้อย เนื้อทองแดง ชุบทองพ้นทราย<br />
บริจาค 100.- รับพระผงพระพุทธเจ้าน้อย เนื้อว่านผสมดินจากลุมพินีสถานและน้ำจากสระโบกขรณีที่พระพุทธเจ้าสรงสนาน<br />
สามารถร่วมทำบุญได้ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ 500 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป<br />
<br />
<br />
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ : <a href="http://www.lumbinidevelopment.org/" target="_blank">http://www.lumbinidevelopment.org/</a></div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=10">ลานประกาศและบอกบุญ</category>
			<dc:creator>Archanai</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3869</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3868&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Thu, 17 May 2012 07:55:42 GMT</pubDate>
			<description><![CDATA[พระบัวเฮียวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั้งที่รู้ว่าท่านสัพยอก แต่ใจก็แสนจะปลื้ม อย่างน้อยมันเป็นนิมิตหมายอันดีว่าสักวันหนึ่ง ท่านคงจะได้ "เห็นหนอ"...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>พระบัวเฮียวนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั้งที่รู้ว่าท่านสัพยอก แต่ใจก็แสนจะปลื้ม อย่างน้อยมันเป็นนิมิตหมายอันดีว่าสักวันหนึ่ง ท่านคงจะได้ &quot;เห็นหนอ&quot; เช่นคนอื่น ๆ บ้าง ก็คุณนายสำไยอ่านหนังสือไม่ออกแท้ ๆ ยังได้นี่นา ท่านมีภาษีกว่าคุณนายคนนั้นตั้งแยะ แถมยังเดินจงกรม นั่งสมาธิเป็นอีกด้วย กำลังคิดเพลิน ๆ ท่านพระครูก็เอ่ยขึ้นว่า <br />
&quot;เอาละ ต่อไปนี้อาตมาจะสอนเดินจงกรมระยะที่สอง ซึ่งเป็นระยะที่ยากที่สุดในบรรดาการเดินหกระยะ ไหนบัวเฮียวลองบอกมาซิว่า เดินจงกรมระยะที่สอง มีกี่หนอ&quot; <br />
&quot;สองหนอครับ ระยะที่สามมีสามหนอ&quot; <br />
&quot;ถูกแล้ว ระยะที่สองให้บริกรรมว่า &quot;ยก - หนอ เหยียบ - หนอ&quot; ขณะที่ปากว่า &quot;ยก&quot; ก็ให้ยกเท้าขวาขึ้นช้า ๆ สูงจากพื้นประมาณสามนิ้ว ยกเสร็จจึงว่า &quot;หนอ&quot; แล้วนิ่งไว้สักหนึ่งวินาที จึงค่อย ๆ เลื่อนเท้าไปข้างหน้าช้า ๆ โดยไม่ต้องบริกรรม ที่ว่ายากมันยากตอนนี้ ตอนที่ไม่มีองค์บริกรรม เลื่อนเท้าเสร็จก็นิ่งไว้หนึ่งวินาที แล้วจึงว่า &quot;เหยียบ&quot; พร้อมกับเหยียบลงไปช้า ๆ เมื่อเท้าถึงพื้นเรียบร้อยแล้ว จึงว่า &quot;หนอ&quot; จากนั้นจึงย้ายสติมาไว้ที่เท้าซ้าย ทำแบบเดียวกัน เมื่อเดินจนสุดทางแล้วให้กำหนดกลับ&quot; <br />
ท่านเดินให้ดูอีกสามสี่ก้าว แล้วจึงบอกคนทั้งสี่ มีพระหนึ่ง คฤหัสถ์สามทดลองเดิน คนเป็นครูเดินได้โดยไม่ยากนัก แต่คนเป็นพระถึงกับเหงื่อตก คิดจะค้านพระอุปัชฌาย์ว่า <br />
&quot;ก็ไหนหลวงพ่อว่าให้เดินวันละหนึ่งระยะยังไงล่ะ แล้วทำไมสามคนนี้ถึงเดินวันละสองระยะได้&quot; ก็เลยเลิกล้มความตั้งใจ กระนั้นเสียงพระอุปัชฌาย์ก็ยังลอยมาเข้าหูว่า <br />
&quot;สามคนนี้เดินระยะที่หนึ่งหกชั่วโมงติดต่อกันโดยไม่หยุดพัก ก็เลยให้มาเดินระยะที่สองได้&quot; <br />
เมื่อเห็นว่าแต่ละคนเดินได้ถูกต้องดีแล้ว ท่านพระครูจึงสั่งว่า <br />
&quot;เอาละ กลับไปเดินระยะที่หนึ่งกับระยะที่สองอย่างละครึ่งชั่วโมง นั่งอีกหนึ่งชั่วโมง พยายามใช้เวลาเดินกับนั่งให้เท่า ๆ กัน ใครปฏิบัติครบสองชั่วโมงแล้วยังไม่ง่วง ก็ให้ทำใหม่อีกรอบหนึ่งจนกว่าจะง่วง เมื่อล้มตัวลงนอนก็ให้เอามือวางบนท้อง พยายามจับให้ได้ว่า หลับไปตอนพองหรือตอนยุบ แล้วก็อย่าลืม ตีสี่ต้องลุกมาเดินหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง พรุ่งนี้แปดโมงเช้าค่อยมาสอบอารมณ์ แต่ถ้าใครมีปัญหาก็มาที่กุฏิอาตมาได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าหลับอยู่ก็ให้เด็กปลุกได้&quot; <br />
ท่านพระครูพูดเปิดทางเอาไว้เพราะ &quot;เห็นหนอ&quot; บอกว่าคืนนี้พระใหม่จะเจอปัญหา <br />
แยกกันไปยังที่พักของตนแล้วครูสามคนก็ลงมือปฏิบัติตามที่ท่านเจ้าอาวาสสอน คือเดินหนึ่งชั่วโมง นั่งหนึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วครูบุญมีกับครูอรุณจึงสวดมนต์ไหว้พระ ปูเสื่อกางมุ้งแล้วก็นอน ส่วนครูสฤษดิ์คิดว่า จะต้องตักตวงความรู้กลับไปบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงปฏิบัติต่ออีกรอบหนึ่ง ดังนั้นขณะที่ครูน้อยสองคนกำลังหลับอย่างมีความสุขอยู่นั้น ครูเป็นครูใหญ่ก็กำลัง &quot;ยก - หนอ เหยียบ - หนอ&quot; อย่างมีความสุขไม่แพ้กัน <br />
สวดมนต์ทำวัตรเย็นเสร็จ พระบัวเฮียวตั้งนาฬิกาปลุกไว้หนึ่งชั่วโมง แล้วจึงเดินจงรมระยะที่หนึ่ง เดินอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเปลี่ยนเป็นระยะที่สองซึ่งท่านไม่ถนัดนัก หากก็เดินจนกระทั่งเสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้น ท่านเดินไปกดปุ่ม ตั้งใหม่อีกหนึ่งชั่วโมง แล้วกำหนดนั่งสมาธิ อาการ พอง - ยุบ คล่องตัวขึ้น ไม่อึดอัดขัดข้องเหมือนเมื่อตอนเช้า <br />
ท่านนั่งไปเรื่อย ๆ กระทั่งสี่สิบห้านาทีผ่านพ้นไป จึงรู้สึกปวดขาทั้งสองข้าง แรก ๆ ก็พอทนได้ ท่านจึงกำหนด &quot;รู้หนอ&quot; ครั้นปวดมากเข้าจึงเปลี่ยนเป็น &quot;ปวดหนอ&quot; แล้วก็ไม่ใส่ใจกลับไปจับ พอง - ยุบ ต่อไปไม่ยอมเปลี่ยนท่านั่ง <br />
เมื่อจิตเริ่มตั้งมั่นเป็นสมาธิ อาการปวดดูเหมือนจะทุเลาลง ท่านรู้สึกสบายขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขึ้นกำหนด &quot;สุขหนอ&quot; ได้ จึงเสียดายนักเมื่อกริ่งนาฬิกาดังขึ้น พระใหม่กำหนดลืมตา เอื้อมมือไปกดปุ่มนาฬิกา แล้วลุกขึ้นเดินจงกรมระยะที่หนึ่งใหม่ <br />
คราวนี้ท่านไม่ตั้งเวลา จะเดินจะนั่งจนเป็นที่พอใจโดยไม่ต้องให้เวลามาเป็นตัวกำหนด ท่านเดิน &quot;ขวา - ย่าง - หนอ ซ้าย - ย่าง - หนอ&quot; อยู่พักใหญ่ ๆ จึงเปลี่ยนมาเป็น &quot;ยก - หนอ เหยียบ - หนอ&quot; ระยะที่สองเดินยาก ท่านเลยเดินน้อยหน่อย เสร็จแล้วจึงกำหนดนั่ง อยากได้อารมณ์เหมือนเมื่อตะกี้ เพราะมันสุขสบายดีแท้ ๆ ภิกษุหนุ่มไม่รู้ตัวดอกว่า กำลังจะถูกมารหลอกล่อให้หลงทางเสียแล้ว ท่านนั่งกำหนด &quot;พอง - หนอ ยุบ - หนอ&quot; ไปเรื่อย ๆ รู้สึกชุ่มชื่นเย็นฉ่ำในหัวใจ อาการปวดเมื่อยไม่ปรากฏ ท่านสบายเสียจนไม่ยอมกำหนด &quot;สุขหนอ&quot; เพราะกลัวมันจะหายไป <br />
พระบัวเฮียวเพลิดเพลินในสุขกระทั่งลืมแม้องค์บริกรรม เมื่อไม่กำหนด พอง - ยุบ สติก็เผลอไผล จิตจึงฟุ้งซ่านล่องลอยไป ในภาวะนั้น ท่านเห็นตัวเองลอยอยู่กลางนภากาศ มีรัศมีสวยงามแผ่ซ่านออกมาจากกาย เสียงไพเราะกระซิบข้างหูว่า <br />
&quot;ท่านสำเร็จแล้ว ท่านสำเร็จแล้ว ไปสิท่องเที่ยวไป อยากไปไหนก็ไปได้ทุกแห่งหน&quot; <br />
&quot;ถ้าอย่างนั้นฉันอยากไปนรก ช่วยพาฉันไปหน่อย&quot; ท่านพูดโต้ตอบกับเสียงไพเราะนั้น <br />
&quot;ไม่ต้องพา ท่าไปเองได้เพียงแค่นึกก็ถึงแล้ว&quot; <br />
&quot;จริงหรือ เอาละ ถ้าอย่างนั้นฉันนึกอยากไปเมืองนรก แล้วท่านก็รู้สึกว่าตัวเองล่องลอยไปถึงเมืองนรก เห็นยมบาลกำลังตักน้ำที่กำลังเดือดอยู่ในกระทะทองแดงกรอกปากบิดา ท่านจึงพูดกับยมบาลว่า <br />
&quot;ท่านยมบาล อาตมาจะพาไปเที่ยวเมืองสวรรค์ ขอให้ช่วยโยมบิดาของอาตมาขึ้นจากนรกด้วยเถิด คนที่ท่านกำลังเอาน้ำร้อนกรอกปากอยู่นั้นแหละ คือโยมบิดาของอาตมา&quot; <br />
&quot;หลวงพี่ที่เคารพ นับประสาอะไร ที่จะช่วยโยมบิดาของหลวงพี่ได้เล่า แม้แต่แม่ยายผม ผมยังช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริง ๆ ภรรยาเขาก็ขอร้องมา บอกให้ช่วยแม่ด้วยนะพี่นะ นึกว่าสงสารแก&quot; <br />
&quot;แม่ยายท่านทำบาปอะไรมาล่ะ&quot; <br />
&quot;แกฆ่าสัตว์ พวกหมู เป็ด ไก่ ห่าน ฆ่ามาไหว้เจ้าตอนตรุษจีนน่ะ ใจคอแกโหดเหี้ยม ทารุณดุร้าย&quot; <br />
&quot;ก็ท่านยมบาลทำไม่ช่วยไม่ได้เล่า&quot; <br />
&quot;โธ่หลวงพี่ ไอ้ผมก็อยากจะช่วย แต่โจทก์มันมาประท้วงกันเต็มไปหมด ทั้งหมู เป็ด ไก่ ห่าน ดูสิมันยืนประท้วงอยู่นั่น ส่งเสียงร้องระงมเลย&quot; <br />
พระบัวเฮียวมองออกไปก็เห็นจริงดังยมบาลว่า สัตว์เหล่านั้นส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ จับความได้ว่า <br />
&quot;ไม่ได้นะยมบาล ช่วยไม่ได้ ยายคนนี้ทำให้พวกฉันทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ถ้ายมบาลช่วยมัน พวกฉันจะไปฟ้องพญายมราช ให้ลงโทษท่าน&quot; โจทก์ขู่ <br />
&quot;เห็นไหมหลวงพี่ เห็นหรือยังว่า ผมช่วยไม่ได้จริง ๆ ถ้าผมช่วยโยมบิดาของหลวงพี่ เดี๋ยวพวกวัวควายมันก็ไล่ขวิดผมตายเท่านั้น ก็โยมบิดาของหลวงพี่ฆ่าวัว ฆ่าควายไว้เป็นร้อยเป็นพันตัว ถ้าไม่เชื่อผมจะไปเปิดบัญชีให้ดูก็ได้&quot; <br />
&quot;ไม่ต้องหรอกท่านยมบาล อาตมาเชื่อท่าน&quot; พูดกับยมบาลแล้วจึงหันไปพูดกับโยมบิดาว่า <br />
&quot;โยมพ่อ อาตมาพยายามช่วยแล้ว แต่ยมบาลเขาไม่ยอม โยมพ่ออดทนไปก่อนนะ อาตมากำลังปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่วัดป่ามะม่วง แล้วจะแผ่ส่วนกุศลมาให้ อาตมาขอลา จะไปดูสวรรค์สักหน่อย&quot; <br />
แล้วท่านก็ล่องลอยออกจากเมืองนรกไปเมืองสวรรค์ เยี่ยมเยียนสวรรค์เสียทุกชั้นตั้งแต่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี ได้เห็นเทพบุตร เทพธิดาเหาะไปมาอยู่ในอากาศ รูปร่างสะสวยงดงาม มีเครื่องประดับทำด้วยเพชรนิลจินดา ส่องแสงเป็นประกายวูบวาบ <br />
เมื่อเห็นท่านลอยผ่านหน้า เทพบุตร เทพธิดาเหล่านั้นต่างยกมือทำความเคารพ ท่านทักทายปราศรัยอยู่กับพวกเขา จนได้เวลาอันสมควรแล้วจึงลอยกลับมายังกุฏิ เห็นกายเนื้อของท่านกำลังนั่งสมาธิอยู่ก็รู้ว่า ร่างที่ล่องลอยอยู่นี้เป็น &quot;กายทิพย์&quot; จึงลอยไปเข้ากายเนื้อ แล้วจึงกำหนดลืมตา <br />
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านสด ๆ ร้อน ๆ นี้ ทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดไปว่าตัวเองสำเร็จแล้ว จึงอยากจะไปกราบเรียนให้ท่านพระครูทราบ ขณะนั้นเป็นเวลาตีสอง คงจะรอให้ถึงรุ่งเช้าไม่ไหว เพราะใจมันร้อนรน อยากให้พระอุปัชฌาย์ได้รู้ว่า ลูกศิษย์ของท่านสำเร็จแล้ว ได้ &quot;เห็นหนอ&quot; แล้ว <br />
พลันก็นึกถึงที่ท่านพูดอนุญาตไว้ เพราะตอนสามทุ่มเศษ ๆ แสดงว่าท่านจะต้องรู้ว่าศิษย์ของท่านจะมาหาในคืนนี้ คิดได้ดังนั้นจึงเดินดุ่ม ๆ ไปยังกุฏิเจ้าอาวาส โดยไม่สะทกสะท้านต่อความหนาวเย็นของอากาศ <br />
สุนัขสามสี่ตัวเห็นคนเดินดุ่ม ๆ มาในยามวิกาลเช่นนั้น ก็ส่งเสียงเห่ากรรโชกขึ้น แล้วพากันวิ่งกรูเข้ามา พระบัวเฮียวจึงต้องส่งเสียงทักทายออกไป สุนัขเหล่านั้นพร้อมใจกันหยุดเห่า แล้ววิ่งกลับไปยังที่ที่ตนนอน <br />
&quot;สมชาย สมชาย เปิดประตูหน่อย&quot; ท่านตะโกนเรียกลูกศิษย์วัด เด็กหนุ่มงัวเงียลุกขึ้นมาเปิดประตู แล้วจึงถามอย่างไม่พอใจนัก <br />
&quot;หลวงพี่มาทำไมดึก ๆ ดื่น ๆ ผมกำลังหลับสบาย ๆ&quot; <br />
&quot;หลวงพ่อหลับหรือยัง&quot; ถามแทนคำตอบ ศิษย์วัดมองขึ้นไปเห็นไฟยังสว่างอยู่จึงตอบว่า <br />
&quot;ยังมั้ง ไฟยังเปิดอยู่นี่&quot; <br />
&quot;ขอขึ้นไปพบท่านหน่อยได้ไหม&quot; <br />
&quot;ให้ผมไปถามท่านดูก่อน ปกติท่านไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปข้างบน&quot; พูดแล้วก็ขึ้นไปหาท่านพระครู ยังไม่ทันพูดอะไร ท่านก็พูดขึ้นเสียก่อนว่า <br />
&quot;พระบัวเฮียวใช่ไหม บอกให้รออยู่ก่อน ประเดี๋ยวฉันจะลงไป&quot; แล้วท่านก็ก้มหน้าก้มตาเขียนหนังสือต่อไปอีกสักครู่ จึงลงมาข้างล่าง <br />
&quot;มีอะไรหรือ&quot; ท่านทักขึ้น <br />
&quot;หลวงพ่อยังไม่จำวัดอีกหรือครับ&quot; พระใหม่ถาม <br />
&quot;ยัง หมู่นี้งานยุ่งมาก ฉันลืมนอนมาหลายวันแล้ว&quot; <br />
&quot;หลวงพ่อไม่ง่วงหรือครับ&quot; <br />
&quot;ฉันกำหนดสติอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยแก้ง่วงได้ จำไว้เวลาเธอง่วงมาก ๆ ให้ตั้งสติไว้ตรงลิ้นปี่แล้วกำหนด &quot;ง่วง - หนอ ง่วง - หนอ&quot; รับรองหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง&quot; <br />
พระบัวเฮียวกำลังจะเอ่ยปากพูด ก็พอดีท่านพระครูพูดขึ้นว่า <br />
&quot;นี่เธอรู้ไหม ฉันกำลังเขียนหนังสือคู่มือสอบกรรมฐาน เขียนมาได้ร้อยกว่าหน้าแล้ว เผื่อว่าฉันตายไป จะได้มีตำราไว้สอบอารมณ์ในการปฏิบัติ หนังสือแบบนี้ยังไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน&quot; <br />
&quot;จวนเสร็จหรือยังครับ&quot; <br />
&quot;ยัง คงอีกหลายปี นี่ฉันเขียนมาปีกว่าแล้ว เพิ่งได้ร้อยกว่าหน้าเอง มันไม่ใช่จะเขียนได้ง่าย ๆ เอาละทีนี้ เธอมีอะไรก็ว่าไป เสร็จธุระแล้วฉันจะได้กลับไปเขียนหนังสือต่อ&quot; ท่านต้องพูดกันเอาไว้ก่อนเพื่อให้ผู้เป็นศิษย์รู้ว่าท่านมีงานที่จะต้องทำรออยู่ <br />
&quot;หลวงพ่อครับ ผมได้ &quot;เห็นหนอ&quot; แล้วครับ&quot; บอกอย่างปีติ <br />
&quot;อ้อ... เร็วถึงขนาดนั้นเชียวหรือ แล้วรู้ได้ยังไงว่าได้ หรือว่ามีใครมาบอก&quot; <br />
&quot;ครับ มีเสียงมากระซิบข้างหูผม&quot; <br />
&quot;กระซิบว่ายังไง&quot; <br />
&quot;บอกว่า &quot;ท่านสำเร็จแล้ว ท่านสำเร็จแล้ว&quot; ครับ&quot; <br />
&quot;อ้อ...&quot; ท่านพระครูพูดยิ้ม ๆ พระบัวเฮียวเลยทำหน้าปั้นยาก ท่านพระครูยิ้มแบบนี้ทีไร เป็นได้เรื่องทุกที <br />
&quot;แล้วเสียงที่เธอได้ยิน เป็นเสียงเดียวกันกับที่ได้ยินเมื่อปีที่แล้วหรือเปล่า&quot; <br />
&quot;ไม่ใช่แน่ ๆ ครับ เสียงเมื่อคืนไพเราะน่าฟังกว่า&quot; <br />
&quot;แล้วเขาว่ายังไงอีก&quot; พระอุปัชฌาย์ซัก <br />
&quot;เขาบอกให้ผมท่องเที่ยวไป อยากไปไหนก็ไปได้ทุกหนทุกแห่ง เพียงแต่นึกเท่านั้นก็ไปได้ แล้วผมก็เลยไปเที่ยวเมืองนรกเมืองสวรรค์ ที่เมืองนรกผมพบโยมพ่อด้วย ผมขอร้องให้ยมบาลให้ช่วยพ่อ แต่ท่านบอกว่าช่วยไม่ได้เพราะแม้แต่แม่ยายท่านเอง ท่านก็ยังช่วยไม่ได้&quot; <br />
&quot;เหมือนฉันเปี๊ยบเลย&quot; ฉันก็เคยไปเห็นเมืองนรกมาแล้ว ก็เจออย่างที่เธอเล่ามานี่แหละ&quot; พระบัวเฮียวยิ้มแป้นเมื่อท่านพระครูบอกว่า ท่านก็เคยเห็นนรกมาแล้วเช่นเดียวกัน <br />
&quot;ถ้าอย่างนั้นผมก็สำเร็จแล้วจริง ๆ ใช่ไหมครับ&quot; ถามอย่างตื่นเต้น <br />
&quot;ใครบอกเธอล่อบัวเฮียว เธอถูกมารมันหลอกเอาน่ะซิ ถูกมารหลอกเหมือนกับที่ฉันเคยถูกหลอกมาแล้ว&quot; <br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3868</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3867&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Wed, 16 May 2012 06:39:07 GMT</pubDate>
			<description>พระบัวเฮียวกลับกุฏิด้วยความเอิบอิ่มใจ ท่านจัดการล้างมือล้างเท้าให้สะอาดเรียบร้อย แล้วจึงสวดมนต์ทำวัตรเย็น พระวัดนี้จะลงโบสถ์สวนมนต์ทำวัตร เช้า - เย็น...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>พระบัวเฮียวกลับกุฏิด้วยความเอิบอิ่มใจ ท่านจัดการล้างมือล้างเท้าให้สะอาดเรียบร้อย แล้วจึงสวดมนต์ทำวัตรเย็น พระวัดนี้จะลงโบสถ์สวนมนต์ทำวัตร เช้า - เย็น และสวดปาติโมกข์ พร้อมกันก็เฉพาะในวันพระเท่านั้น และหากรูปใดทำผิดวินัยเล็ก ๆ น้อย ที่ไม่ใช่อาบัติขึ้นปาราชิก ก็จะปลงอาบัติกันในวันนี้ ส่วนวันอื่น ๆ ที่ไม่ใช่วันธรรมสวนะ ต่างคนก็ต่างปฏิบัติอยู่ในกุฏิของตน มีปัญหาหรือสงสัยในเรื่องใดที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ก็จะไปเรียนถามท่านเจ้าอาวาส <br />
พระมหาบุญมอบนาฬิกาปลุกขนาดเล็กให้พระบวชใหม่หนึ่งเรือน <br />
&quot;เอาไว้จับเวลา ตอนแรก ๆ ต้องอาศัยนาฬิกาปลุก แต่พอปฏิบัติไปนาน ๆ จิตมันรู้ได้เอง อย่างผมเดี๋ยวนี้ไม่ต้องพึ่งนาฬิกา อยากปฏิบัติกี่ชั่วโมงก็กำหนดจิตเอาไว้เหมือนกับการตั้งนาฬิกาปลุก พอถึงเวลาที่กำหนด จิตมันบอกเอง มันก็แปลกนะคุณบัวเฮียว ตอนปฏิบัติใหม่ ๆ ท่านพระครูก็บอกผมอย่างนี้ ตอนนั้นผมไม่เชื่อ ผมมันคนหัวรั้น ไม่ยอมเชื่อใครง่าย ๆ แต่ก็ชอบลองชอบพิสูจน์และผมก็ได้พิสูจน์แล้วทุกสิ่งทุกอย่าง&quot; <br />
ท่านสอนวิธีใช้ให้ด้วย พระบัวเฮียวตั้งเวลาไว้หนึ่งชั่วโมง แล้วจึงเริ่มต้นเดินจงกรม อาศัยที่ความจำดี จึงเดินได้ถูกต้องตามขึ้นตอนทุกประการ ท่านเดินไปเดินมาในกุฏิซึ่งมีความยาวประมาณสามเมตรด้วยความเพลิดเพลินกระทั่งเสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้น กดปุ่มนาฬิกาให้หยุดคำรามแล้วตั้งใหม่ให้ปลุกตอนตีสี่ <br />
หยิบเครื่องนอนซึ่งมีเสื่อ หมอนกับผ้าห่ม มาจัดการปูที่นอนข้าง ๆ พระมหาบุญ คลี่ผ้าออกคลุมกายด้วยอากาศเริ่มหนาวเย็น เพราะย่างเข้าฤดูเหมันต์ ปิดไฟแล้วจึงเอนกายลงใช้มือขวาวางบนท้อง สังเกตอาการ พอง - ยุบ พร้อมกับบริกรรม &quot;พอง - หนอ ยุบ - หนอ&quot; ตามที่พระอุปัชฌาย์สอน สักครู่ก็ม่อยหลับไปโดยจับไม่ได้ว่า หลับไปตอนพองหรือตอนยุบ <br />
เสียงกริ่งนาฬิกาดังขึ้นเมื่อเวลาตีสี่พร้อม ๆ กับเสียงพระตีระฆัง ตามด้วยเสียงเห่าหอนของสุนัขซึ่งจะพากันหอนเห่าทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเหง่งหง่างของระฆัง ซึ่งดังก้องกระหึ่มไปทั่วบริเวณ พระบัวเฮียวสะดุ้งตื่นแต่ยังงัวเงียเพราะหลับไม่เต็มอิ่ม <br />
อากาศตอนเช้ามืดหนาวเย็นน่าที่จะซุกกายอยู่ภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น ท่านจึงเอื้อมมือไปกดปุ่มนาฬิกาหมายจะนอนต่อ แต่เสียงที่ดังอยู่ริมหูทำให้ท่านหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง <br />
&quot;บัวเฮียว ถ้าเจ้าเกียจคร้านเห็นแก่หลับแก่นอน ไม่รีบเร่งทำความเพียร เจ้าก็จะไม่สามารถแก้กรรมได้ เจ้าเดินมาถูกทางแล้ว ขอให้เดินต่อไปอย่าท้อถอย ตื่นขึ้นเดินจงกรมเดี๋ยวนี้&quot; <br />
จำได้แม่นยำว่าเป็นเสียงลึกลับที่เคยได้ยินเมื่อปีที่แล้ว พระบวชใหม่รีบลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟัน สวดมนต์ทำวัตรเช้าแล้วเดินจงกรม พระมหาบุญลุกออกไปปฏิบัติที่หน้าพระอุโบสถ เพื่อเปิดโอกาสให้พระบัวเฮียวได้ปฏิบัติอย่างอิสระ <br />
ไก่ป่าที่ส่งเสียงขันประชันกับเสียง &quot;กาเว้า กาเว้า&quot; ของเจ้านกกาเหว่านั้นมิได้สร้างความรำคาญให้กับผู้บวชใหม่ เพราะท่านรู้จักกำหนดว่า &quot;ไก่ขันหนอ&quot; &quot;นกร้องหนอ&quot; และเมื่อได้ยินเสียงสุนัขเห่า ท่านก็กำหนดว่า &quot;หมาเห่าหนอ&quot; <br />
เดินจงกรมได้สักครู่หนึ่ง ก็รู้สึกว่าท้องร้องโครกครากด้วยไม่ชินกับการอดข้าวมื้อเย็น สักครู่เสียง &quot;ปู้ด ๆ ป้าด ๆ&quot; ก็ดังขึ้นเป็นระยะ คราวนี้พระบวชใหม่ต้องใช้เวลาขบคิดว่าจะกำหนดอย่างไร ก็ท่านพระครูสอนเพียงให้กำหนดยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ แต่ตอนผายลมท่านไม่ได้บอกไว้ ภิกษุคนซื่อเลยกำหนดเอาเองว่า &quot;ตด - หนอ&quot; แล้วก็มีอันต้องกำหนดอย่างนี้บ่อยครั้ง <br />
ท่านไม่เข้าใจระบบการทำงานของร่างกายว่า เมื่อไม่มีอาหารอยู่ในกระเพาะ ลมที่อัดอยู่ในช่องท้องก็ปั่นป่วนและหาทางระบายออก อาการเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับพระบัวเฮียวเท่านั้น ผู้เริ่มปฏิบัติกรรมฐานทุกคนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต คฤหัสถ์ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี เด็กหรือผู้ใหญ่ ย่อมมีอาการแบบเดียวกันนี้ แท้จริงมันเป็นเพียงการปรากฏของสภาวธรรมเท่านั้น <br />
เดินจงกรมเสร็จท่านก็เอนกายลงนอน เอามือวางบนท้อง ครั้งนี้ท่านลง &quot;หนอ&quot; ไม่ทัน จึงได้แต่ &quot;พอง - ยุบ พอง - ยุบ&quot; เท่านั้น <br />
<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3867</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3866&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Tue, 15 May 2012 02:22:20 GMT</pubDate>
			<description>สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  
กิจวัตรประจำวันของท่านพระครูคือ ตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ แล้วปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปจนถึงหกโมงเข้า...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม <br />
กิจวัตรประจำวันของท่านพระครูคือ ตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ แล้วปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานไปจนถึงหกโมงเข้า จากนั้นจึงจะออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ให้ชาวบ้านร้านถิ่นได้มีโอกาสสร้างคุณความดี ด้วยการบริจาคทาน เพื่อขจัดความตระหนี่เหนียวแน่นออกไปจากจิตใจ <br />
ท่านพระครูถือว่า การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่สำคัญเป็นลำดับแรก พระ เณร ทุกรูปที่อาศัยอยู่ในวัดป่ามะม่วงแห่งนี้ จะต้องปฏิบัติทุกวัน เพื่อขัดเกลากิเลสเครื่องเศร้าหมองในตัวให้ลดน้อยลง และต้องนำไปสั่งสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติตาม เป็นอันได้ประโยชน์ทั้งสองส่วน คือประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน <br />
ในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส ท่านพระครูย้ำเตือนพระลูกวัดอยู่เสมอว่า &quot;หน้าที่ของบรรพชิตที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ มีสามข้อคือ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม และสั่งสอนธรรม ผู้ใดเกียจคร้านละเลยต่อหน้าที่ถือว่าบวชเสียข้าวสุก และได้ชื่อว่ายังชีพอยู่ด้วยการเบียดเบียนชาวบ้าน พวกญาติโยมเขาไม่เลื่อมใสศรัทธาพระประเภทนี้&quot; <br />
&quot;ถ้าอย่างนั้นพวกพระที่ตั้งตัวเป็นอาจารย์ใบ้หวย รับปลุกเสกลงเลขยันต์ ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของพระใช่ไหมครับหลวงพ่อ&quot; พระบวชใหม่รูปหนึ่งถามขึ้น <br />
&quot;ฉันไม่อยากเรียกคนประเภทนั้นว่าพระ เรียกว่าพวกอาศัยผ้าเหลืองหากินดูจะเหมาะกว่า คนสมัยนี้มักหากินกันแปลก ๆ ไม่ยักกลัวบาปกลัวกรรม&quot; <br />
&quot;เขาคงไม่เชื่อว่าบาปกรรมมีจริงกระมังครับ&quot; <br />
&quot;แต่บางคนทั้ง ๆ ที่เชื่อก็ยังทำฉันไม่อยากจะพูด พระบางองค์เป็นถึงท่านเจ้าคุณแต่เบื้องหลัง.....อย่าพูดดีกว่า ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้ มันกระทบกระเทือนสถาบันสงฆ์ เพราะพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมีอีกมาก&quot; ท่านพระครูพูดอย่างปลงตก <br />
&quot;หลวงพ่อครับ ผมเคยฟังมาว่า ท่านเจ้าคุณบางองค์ ค้ายาเสพติดจริงหรือเปล่าครับ&quot; ภิกษุหนุ่มถามอีก <br />
&quot;อย่าคิดอะไรมาก ตั้งหน้าตั้งตาเจริญกรรมฐานไปดีกว่า บางครั้งการรู้อะไรมาก ๆ มันก็เป็นภัยกับตัวเราเอง คิดเสียว่า....ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์... พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม บุคคลหว่านพืชเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ....ข้อนี้เป็นสัจธรรม&quot; <br />
&quot;ครับ ผมสบายใจมากขึ้นที่ได้มาบวชอยู่วัดนี้&quot; ผู้บวชใหม่พูดอย่างปลาบปลื้ม <br />
&quot;ที่นี่ไม่รับคนโกนหัวห่มผ้าเหลือง แต่ไม่ทำหน้าที่ของพระ ใครมาอยู่วัดนี้แล้วไม่เอากรรมฐานก็นิมนต์ไปอยู่วัดอื่น ฉันต้องการคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ ขึ้นชื่อว่าสงฆ์ต้องเป็น &quot;สุปฏิปันโน&quot; ที่แท้จริง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นศากยบุตรอย่างสมบูรณ์แบบ&quot; ท่านพระครูพูดเสียงหนักแน่น ชื่อเสียงด้านความเคร่งครัดในการปฏิบัติของพระวัดนี้ขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ ทั้งบรรพชิตและฆราวาสผู้มุ่งความสงบทางจิต พากันมุ่งหน้ามายังวัดแห่งนี้ซึ่งตั้งเป็นสำนักวิปัสสนากรรมฐาน และ มีชื่อเสียงโด่งดังมานาน <br />
กุฏิกรรมฐานถูกสร้างขึ้นหลังแล้วหลังเล่าจนเต็มบริเวณวัด กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการของบรรดาผู้แสวงหาโมกขธรรม ผู้ไม่ถือว่าเรื่องที่พักอาศัยเป็นอุปสรรคต่อการสร้างบุญบารมี ด้วยเหตุนี้จึงมักปรากฏอยู่เสมอที่พวกเขาพากันไปกางกลดอยู่นอกวัดโดยไม่อาทรต่อความร้อนหนาวของอากาศ ขอเพียงให้จิตสงบเย็นเท่านั้น <br />
เช้าวันหนึ่งในต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ หลังจากที่ท่านพระครูปฏิบัติกรรมฐานเสร็จก็เตรียมตัวออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ โดยมีลูกศิษย์หิ้วปิ่นโตเดินตามหลัง เมื่อท่านอุ้มบาตรเดินออกมาถึงหน้าประตูเข้าวัด ก็พบชาย ฉกรรจ์ผู้หนึ่งอายุราว ๆ สามสิบปี สะพายกระเป๋าเสื้อผ้าใบย่อมไว้บนบ่าข้างขวา เดินเข้ามานั่งยอง ๆ ยกมือไหว้แล้วถามท่านด้วยอาการตื่นเต้นว่า &quot;ท่าน... ท่านพระครูเจริญ เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงใช่หรือเปล่าครับ&quot; เสียงที่พูดฟังแปร่งหู แสดงว่าไม่ใช่คนถิ่นนี้ <br />
&quot;ฉันนี่แหละ เธอคงไม่ใช่คนแถวนี้ใช่ไหม&quot; ท่านถาม ท่าทางเขาดีใจและประหลาดใจระคนกัน รีบตอบท่านไปว่า &quot;ครับ ผมมาจากกาฬสินธุ์&quot; <br />
&quot;มีธุระอะไรกับฉันหรือ&quot; <br />
&quot;มีครับ สำคัญมาก แต่...ผม...คือ...มันเป็นความลับครับ&quot; เขาพูดอึก ๆ อัก ๆ ครั้นจะบอกไปตามตรงว่าไม่อยากให้ลูกศิษย์ของท่านรู้ ก็เกรงว่าเจ้าหมอนั้นจะตั้งตัวเป็นศัตรู <br />
&quot;เอาละฉันเข้าใจ ว่าแต่ว่าธุระของเธอด่วนมากหรือเปล่า ถ้าไม่รีบร้อน รอฉันกลับจากบิณฑบาตเสียก่อนจะได้ไหม&quot; เจ้าอาวาสวัดป่ามะม่วงหาทางออกให้ <br />
&quot;ได้ครับ ได้ ผมจะรอท่านอยู่ตรงนี้&quot; ชายต่างถิ่นรีบตอบ ท่านพระครูตั้งสติกำหนด &quot;เห็นหนอ&quot; แล้วเพ่งสายตาไปยังที่หน้าผากของเขา ก็ได้รู้ว่า บุคคลนี้มิได้มาร้าย จึงชี้มือไปที่กุฏิของท่านแล้วพูดว่า <br />
&quot;ไปนั่งรอที่กุฏิของฉันดีกว่า นั้นหลังนั้น&quot; ชายหนุ่มยกมือไหว้อีกครั้ง แล้วจึงเดินไปรอที่กุฏิตามคำสั่งของท่าน เขาดีใจและแปลกใจมากที่เหตุการณ์ช่างตรงกับความฝัน พระรูปนั้นมาปรากฏให้เขาเห็นในฝันติด ๆ กันถึงสามคืนจนเขาจำท่านได้ติดตา ช่างเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก <br />
เขาปลดกระเป๋าออกจากบ่าวางมันลงที่พื้น แล้วเดินสำรวจไปรอบ ๆ วัด ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากสิ่งที่เขาเห็นในฝัน เสียงประหลาดสั่งให้เขามา &quot;แก้กรรม&quot; ที่วัดแห่งนี้ บอกชื่อวัด ที่ตั้ง พร้อมทั้งชื่อสมภารเสร็จสรรพ เขาสู้อุตส่าห์เดินทางดั้นด้นมาเพื่อจะพิสูจน์และก็ได้พบแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้เท่านั้นว่า &quot;แก้กรรม&quot; เป็นอย่างไร แต่ก็แปลกที่เสียงนั้นช่างไม่เหมือนกับเสียงของ<br />
ท่านพระครูเลยสักนิด มันก้องกังวานและดูมีอำนาจลึกลับอย่างไรชอบกล จะเป็นเสียงใครหนอ คงจะต้องถามท่านพระครูดู ท่านคงจะรู้ เขาแน่ใจว่าท่านต้องรู้ <br />
เกือบแปดโมงท่านพระครูและลูกศิษย์จึงกลับมา ท่านวางบาตรไว้บนอาสนะแล้วจึงเข้าไปล้างมือล้างเท้าในห้องน้ำ ลูกศิษย์จัดเตรียมสำรับไว้พร้อมแล้วจึงถอยออกมานั่งคอยรับใช้อยู่ห่าง ๆ <br />
ท่านพระครูตั้งสติพิจารณาอาหารแล้วจึงลงมือฉันพร้อมทั้งทำกรรมฐานเริ่มตั้งแต่ &quot;เห็นหนอ...ตัก...ยก...มา...อ้า...ใส่...เคี้ยว...กลืน&quot; ทุกอิริยาบถถูกกำกับด้วย &quot;หนอ&quot; ข้าวแต่ละคำจึงถูกท่านฉันอย่างมีสติ <br />
ฉันเสร็จ ลูกศิษย์ยกสำรับมาวางที่พื้นเพื่อจะกินอาหารที่เหลือและเก็บไว้กินมื้อกลางวันกับมื้อเย็น ส่วนท่านพระครูท่านฉันมื้อเดียว บางวันมีงานยุ่งมากก็ไม่ฉัน ไม่จำวัด แต่ท่านก็ไม่มีอาการอ่อนเพลียหรือเมื่อยล้า เพราะอยู่ด้วยอำนาจของสมาธิที่คนธรรมดา ๆ ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ <br />
&quot;เอ้า กินข้าวกินปลาเสียก่อน มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันทีหลัง&quot; ท่านบอกชายแปลกหน้า ลูกศิษย์วัดตักข้าวใส่จานสองจานแล้วเรียกเขามาร่วมวง ท่านพระครูลุกออกไปแปรงฟันบ้วนปากในห้องน้ำ <br />
รับประทานอาหารเสร็จ ชายหนุ่มช่วยลูกศิษย์วัดล้างจาน เสร็จแล้วจึงเข้าไปหาท่านพระครู เป็นท่านนั่งขัดสมาธิก็นั่งท่านั้นบ้าง ลูกศิษย์วัดต้องมากระซิบว่า ให้นั่งพับเพียบ <br />
&quot;เธอชื่ออะไร มาที่นี่ได้อย่างไร&quot; ท่านพระครูถาม <br />
&quot;บัวเฮียวครับ ผมเดินมา&quot; ชายหนุ่มผู้มีนามว่าบัวเฮียวตอบ <br />
&quot;เดินมาจากไหน คงไม่ใช่จากกาฬสินธุ์นะ&quot; <br />
&quot;ครับ ผมเดินมาจากกาฬสินธุ์ กว่าจะถึงที่นี่กินเวลาสิบห้าวันพอดี&quot; เขาตอบ <br />
&quot;ทำไมถึงไม่ขึ้นรถมาล่ะ รถโดยสารก็มีออกเยอะแยะ&quot; <br />
&quot;ในฝันเขาบอกให้เดินมาครับ&quot; <br />
&quot;อ้อ เชื่อฝัน&quot; ท่านพระครูยิ้มอย่างใจดี บางครั้งคนที่มาหาท่านก็มีเรื่องแปลก ๆ มาเล่าให้ฟังเสมอ ๆ <br />
&quot;เอ ชื่อแปลกดีนะ ฟังเหมือนชื่อญวน เป็นญวนหรือเปล่า&quot; ท่านวกกลับมาถามเรื่องชื่อ <br />
&quot;ผม...อ้า...เป็นไทยครับ&quot; นายบัวเฮียวรีบตอบ เขากลัวท่านพระครูจะไม่ยอมให้บวช ถ้ารู้ว่าเป็นคนญวน <br />
&quot;แล้วไปยังไงมายังไง จึงได้มาถึงที่นี่&quot; <br />
&quot;เรื่องมันแปลกประหลาดมาเชียวครับ ท่านพระครู&quot; <br />
&quot;เรียกฉันว่าหลวงพ่อ เหมือนที่คนอื่นเขาเรียกก็แล้วกัน&quot; <br />
&quot;ครับ หลวงพ่อ ผมจะเล่าให้หลวงพ่อฟังตั้งแต่ต้นเลยนะครับ&quot; ชายหนุ่มนิ่งไปอึดใจหนึ่ง เหมือนจะทบทวนความทรงจำแล้วจึงเริ่มต้นเล่า <br />
&quot;ผมเกิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พ่อกับแม่ทำงานอยู่ในโรงฆ่าสัตว์ พ่อมีหน้าที่ฆ่าวัวฆ่าควาย ซึ่งวันหนึ่ง ๆ จะฆ่าหลายตัว ส่วนแม่ก็ช่วยแล่เนื้อ หนัง กระดูก ตลอดจนพวกเครื่องในออกจากกัน เพื่อเตรียมส่งขาย มีร้านค้าย่อยมารับเอาไปขายราว ๆ ตีสี่ ผมก็เกิดและโตมาในโรงฆ่าสัตว์ ได้เห็นพ่อกับแม่ทำงานทุกวัน เถ้าแก่เขาให้พวกเรากินอยู่ในนั้นเสร็จ เมื่อผมโต พ่อก็พาไปเข้าโรงเรียนรัฐบาลพอจบประถมสี่ ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน แรก ๆ ก็ช่วยแม่แล่เนื้อ พอโตอายุสิบสี่สิบห้า ก็ช่วยพ่อฆ่าวัดควาย ปีต่อมาพ่อตาย เถ้าแก่เลยให้ผมทำงานแทนพ่อ...&quot; <br />
&quot;พ่อเธอเป็นอะไรตาย&quot; ท่านพระครูถามขึ้น นายบัวเฮียวนิ่งไปพักใหญ่ ๆ เมื่อถูกถามเรื่องที่ทำให้สะเทือนใจ ในที่สุด จึงเล่าให้ท่านฟังว่า &quot;พ่อถูกแม่แทงตายครับ พ่อผมแกชอบกินเหล้า พอเมาแล้วก็หาเรื่องทะเลาะกับแม่ วันที่แกจะตายนั้นแกเมามาก ถึงกับลงไม้ลงมือกับแม่ แม่สู้ไม่ไหว เลยคว้ามีดที่ใช้แทงคอสัตว์นั้น แทงพ่อ&quot; ถึงตอนนี้เขาหยุดเล่า ภาพเหตุการณ์สยดสยองในครั้งนั้นผุดขึ้นในความทรงจำ มันแจ่มแจ้งชัดเจน เหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้น ทั้งที่วันเวลาล่วงเลยมาถึงสิบปีแล้ว <br />
&quot;แม่เธอก็ต้องติดคุกนะสิ&quot; <br />
&quot;ครับ แม่ถูกจับฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ศาลตัดสินให้จำคุกยี่สิบปี แต่ลดให้ครึ่งหนึ่ง เพราะแม่รับสารภาพ พอปี ๒๕๐๖ ก็ได้รับการลดโทษอีกครึ่งหนึ่ง เนื่องในโอกาสที่ในหลวงอายุสามรอบ&quot; <br />
&quot;เป็นคนไทยต้องพูดราชาศัพท์ได้เขาเรียกว่า ทรงเจริญพระชนมายุครบสามสิบหกพรรษา&quot; ท่านพระครูขัดขึ้น นายบัวเฮียวหน้าซีดรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน <br />
&quot;ผมจบแค่ ป.๔ พูดไม่เป็นหรอก แต่ผมก็เป็นคนไทย&quot; <br />
&quot;เอาละ เอาละ ไหนเล่าต่อไปซิ&quot; <br />
&quot;ครับ แม่ติดคุกอยู่ห้าปี พอออกจากคุก ก็มาทำงานอยู่ที่เก่า ผมก็อยู่กับแม่มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งผมอายุได้ยี่สิบห้าปี ก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นกับผม หลวงพ่ออาจไม่เชื่อก็ได้&quot; เขาหยุดเล่าและมองหน้าท่านเหมือนจะหยั่งดูท่าทีของอีกฝ่าย <br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3866</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3865&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Mon, 14 May 2012 01:28:33 GMT</pubDate>
			<description>เช่นนี้ เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับของความโลภ ความโกรธ 
ความหลง เช่น ตาเห็นรูปชอบใจ เป็นโลภะ ไม่ชอบใจ เป็นโทสะ 
ขาดสติไม่ได้กำหนดเป็นโมหะ...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>เช่นนี้ เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับของความโลภ ความโกรธ<br />
ความหลง เช่น ตาเห็นรูปชอบใจ เป็นโลภะ ไม่ชอบใจ เป็นโทสะ<br />
ขาดสติไม่ได้กำหนดเป็นโมหะ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส<br />
กายถูกต้องสัมผัสก็เช่นเดียวกัน การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดย<br />
เอาสติเข้าไปตั้งกำกับตามอายตนะนั้น เมื่อปฏิบัติได้ผลแก่กล้าแล้ว<br />
ก็จะเข้าตัดที่ต่อของอายตนะต่าง ๆ เหล่านั้นมิให้ติดต่อกันได้ คือว่า<br />
เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็นเมื่อได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ไม่ทำความ<br />
รู้สึกนึกคิดปรุงแต่งให้เกิดความพอใจหรือความไม่พอใจในสิ่งที่<br />
ปรากฏให้เห็น และได้ยินนั้น รูปและเสียงที่ได้เห็นและได้ยินนั้นก็จะ<br />
ดับไป เกิด และดับอยู่ที่นั้นเอง ไม่ไหลเข้ามาภายใน อกุศลธรรมความ<br />
ทุกข์ร้อนใจที่คอยจะติดตาม รูป เสียง และอายตนะภายนอกอื่น ๆ<br />
เข้ามาก็เข้าไม่ได้<br />
สติที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น นอกจาก<br />
จะคอยสกัดกั้นอกุศลธรรม และความทุกข์ร้อนใจที่จะเข้ามาทาง<br />
อายตนะแล้ว สติเพ่งอยู่ที่ รูป นาม เมื่อเพ่งเล็งอยู่ก็ย่อมเห็น<br />
ความเกิดดับของรูป นาม ที่ดำเนินไปตามอายตนะต่าง ๆ อย่างไม่<br />
ขาดสาย การเห็นการเกิดดับของรูป นาม นั้นจะนำไปสู่การเห็น<br />
พระไตรลักษณ์คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตน<br />
ของสังขาร หรืออัตภาพอย่างแจ่มแจ้ง<br />
อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม<br />
๑. มีวินัยในตัวเอง ๓ ประการคือ<br />
&#1048698;&#61472;๑ รู้จักระวังตัว<br />
&#1048698;&#61472;๒ รู้จักควบคุมตัวได้<br />
&#1048698;&#61472;๓ รู้จักเชื่อฟังผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กจะไม่เถียงผู้ใหญ่<br />
๒. มีกิจนิสัย ๔ ประการ<br />
&#1048698;&#61472;๑ ขยัน ไม่จับจด รักงาน สู้งาน<br />
&#1048698;&#61472;๒ ประหยัด รู้จักใช้ชีวิตและทรัพย์สินอย่างถูกต้องและคุ้มค่า<br />
&#1048698;&#61472;๓ พัฒนา รู้จักพัฒนาตัวเอง และอาชีพให้ดีขึ้น<br />
&#1048698;&#61472;๔ สามัคคี รักครอบครัว รักหมู่คณะ และรักประเทศชาติ<br />
๓. มีลักษณะนิสัย ๔ ประการ<br />
&#1048698;&#61472;๑ มีสัมมาคารวะ<br />
&#1048698;&#61472;๒ อุตสาหะพยายาม<br />
&#1048698;&#61472;๓ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย<br />
&#1048698;&#61472;๔ รู้จักเด็ก รู้จักผู้ใหญ่ วางตัวได้เหมาะสม<br />
๔. มีความรู้คู่กับคุณธรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ๔ ประการได้<br />
&#1048698;&#61472;๑ รู้จักคิด<br />
&#1048698;&#61472;๒ รู้จักปรับตัว<br />
&#1048698;&#61472;๓ รู้จักแก้ปัญหา<br />
๔ มีทักษะในการทำงานและค่านิยมที่ดีงามในอนาคต<br />
เจ้านายทิ้งลูกน้องไม่ได้ ลูกน้องทิ้งเจ้านายไม่ได้ เข้าหลักที่ว่า ผู้ใหญ่<br />
ดึง ผู้น้อยดัน คนเสมอกันจะได้อุปถัมภ์ค้ำจุนต่อไป<br />
๕. อานิสงส์ในการเดินจงกรม<br />
&#1048698;&#61472;๑. อดทนต่อการเดินทางไกล<br />
&#1048698;&#61472;๒. อดทนต่อความเพียร<br />
&#1048698;&#61472;๓. มีอาพาธน้อย<br />
&#1048698;&#61472;๔. ย่อยอาหารได้ดี<br />
&#1048698;&#61472;๕. สมาธิที่ได้ขณะเดินตั้งอยู่ได้นาน (ในปัญจกนิบาต<br />
อังคุตตรนิกาย เล่ม ๓๒)<br />
ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน<br />
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มีประโยชน์มากมายเหลือที่<br />
จะนับประมาณได้ จะยกมาแสดงตามที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก<br />
สักเล็กน้อยดังนี้ คือ<br />
&#1048698;&#61472;สัตตานัง วิสุทธิยา ทำกายวาจาใจ ของสรรพสัตว์ให้บริสุทธิ์<br />
หมดจด<br />
&#1048698;&#61472;โสกะปะริเทวานัง สะมะติกกะมายะ ดับความเศร้าโศก<br />
ปริเทวนาการต่าง ๆ<br />
&#1048698;&#61472;ทุกขะโทมะนัสสานัง อัตถังคะมายะ ดับความทุกข์กาย<br />
ดับความทุกข์ใจ<br />
&#1048698;&#61472;ญาณัสสะ อะธิคะมายะ เพื่อบรรลุมรรคผล<br />
&#1048698;&#61472;นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เพื่อทำนิพพานให้แจ้ง<br />
และยังมีอยู่อีกมาก เช่น<br />
๑. ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท<br />
๒. ชื่อว่าเป็นผู้ได้ป้องกันภัยในอบายภูมิทั้งสี่<br />
๓. ชื่อว่าได้บำเพ็ญไตรสิกขา<br />
๔. ชื่อว่าได้เดินทางสายกลาง คือ มรรค ๘<br />
๕. ชื่อว่าได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยการบูชาอย่างสูงสุด<br />
๖. ชื่อว่าได้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เป็นอุปนิสัยปัจจัย<br />
ไปในภายหน้า<br />
๗. ชื่อว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามพระไตรปิฎกโดยแท้จริง<br />
๘. ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิต ไม่เปล่าประโยชน์ทั้งสาม<br />
๙. ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย อย่างถูกต้อง<br />
๑๐. ชื่อว่าได้ปฏิบัติเพื่อให้เกิดวิปัสสนาญาณ ๑๖<br />
๑๑. ชื่อว่าได้สั่งสมอริยทรัพย์ไว้ในภายใน<br />
๑๒. ชื่อว่าเป็นผู้มาดีไปดีอยู่ดีกินดีไม่เสียทีที่เกิดมาพบ<br />
พระพุทธศาสนา<br />
๑๓. ชื่อว่าได้รักษาอมตมรดกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้<br />
เป็นอย่างดี<br />
๑๔. ชื่อว่าได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง<br />
ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก<br />
๑๕. ชื่อว่าได้เป็นตัวอย่างอันดีงามแก่อนุชนรุ่นหลัง<br />
๑๖. ชื่อว่าตนเองได้มีธนาคารบุญติดตัวไปทุกฝีก้าว<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3865</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3864&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Sun, 13 May 2012 01:42:27 GMT</pubDate>
			<description>ข้อที่ ๔ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรม หมาย 
ความว่า เรามีสติปัญญาจะรู้แยกจิตของเราว่า คิดเป็นกุศลหรืออกุศล 
ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ข้อที่ ๔ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรม หมาย<br />
ความว่า เรามีสติปัญญาจะรู้แยกจิตของเราว่า คิดเป็นกุศลหรืออกุศล<br />
ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง จะตัดสินอยู่ที่ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใน<br />
ข้อที่ ๔ นี้<br />
ข้าพเจ้าทำงานนี้ไปเป็นกุศลหรืออกุศล เดี๋ยวจะรู้ตัวตนขึ้นมา<br />
ทันทีมีปัญญา เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อาตมาหมาย<br />
ความถึง ปฏิบัติการไม่ใช่วิชาการ วิชาการจะไม่อธิบายอย่างนี้<br />
เป็นการปฏิบัติการในธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมในธรรม<br />
ทำนอกทำใน ธรรมกับทำมันต่างกัน ทำไปแล้วเป็นกุศลหรืออกุศล<br />
ทั้งทางโลกทางธรรมมันอยู่รวมกันนี่ ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน<br />
เรียกว่า ทำนอก ทำใน ทำจิต ทำใจ ทำอารมณ์ แสดงออก<br />
เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ส่วนใหญ่เราจะเข้าข้างตัวเอง เลยคิดว่า<br />
ตัวเองน่ะคิดถูก ทำถูกแล้ว<br />
ถ้าเรามานั่งเจริญกรรมฐานแก้ไขปัญหา กำหนดรู้หนอ ๆ คือ<br />
ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะเรายังไม่รู้จริง รู้หนอ หายใจ<br />
ยาว ๆ รู้หนอ ๆ ๆ เดี๋ยวรู้เลย ว่าที่เราทำพลาดผิดเป็นอกุศลไม่ใช่<br />
กุศล เป็นอกุศลกรรมจากการกระทำทางกาย วาจา ใจ ก็ถ้าแสดงออก<br />
เป็นอกุศล นี่ธรรมานุปัสสนาเชิงปฏิบัติการ ไม่ใช่วิชาการนะ<br />
บางคนบอกหลวงพ่อวัดอัมพวันอธิบายผิดแล้ว ใช่ มันผิดหลัก<br />
วิชาการ แต่มันถูกปฏิบัติการ มันจะรู้ตัวเลยว่า เราทำไปนั่นเป็นกุศล<br />
ผลงานส่งผล คือเป็นบุญ เป็นความสุขรู้หนอ! อ๋อรู้แล้วไปโกรธมันทำไม ไปโกรธรูปนาม หรือไป<br />
โกรธใคร ตัวโกรธอยู่ที่คนโน้นทำให้เราโกรธหรือ ตัวโกรธไม่ใช่อยู่<br />
ที่คนโน้น อยู่ที่เรา อยู่ที่ไหน อยู่ที่ใจ อยู่ที่จิต เก็บความโกรธเอาไว้<br />
ท่านจะมีแต่ความเป็นโทษ มีแต่ความเศร้าหมองใจตลอดเวลา<br />
ท่านจะไม่เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้แก้ปัญหาไม่ได้เลย ก็สร้างปัญหาด้วย<br />
โทสะ สร้างปัญหาด้วยผูกเวร สร้างปัญหาด้วยผูกพยายาท น้อยไป!<br />
ดูถูกเรา นี่ท่านจะต้องสร้างปัญหาแน่ อย่างนี้ เป็นต้น<br />
การปฏิบัติเป็นการแก้ปัญหา ไม่ใช่สร้างปัญหาเหมือนอย่างที่<br />
ท่านเข้าใจ และมีปัญญา เห็นอารมณ์เรา ดูอารมณ์จิตของเรา ดูจิตใจ<br />
ของเราต่างหากอย่างนี้เป็นต้น สำคัญมาก<br />
บางคนไปสอนกันไม่ถูก โกรธหนอ ๆ ๆ ๆ เอาจิตตั้งตรงไหน?<br />
เอาสติไว้ตรงไหน? ไปกดไม่ถูก กดเครื่องคอมพิวเตอร์ผิดมันก็เลย<br />
ออกมาแบบอย่างนั้นเอง จะวางจิตไว้ตรงไหน ก็ไม่รู้ นี่สำคัญนะ<br />
เห็นหนอ อย่าลืมนะส่งกระแสจิตไว้ที่หน้าผากไม่ใช่หลับตาว่า<br />
กันส่ง ถ้าท่านทำดังที่อาตมาแนะแนวแล้ว รับรองได้ผลทุกคน<br />
เห็นหนอ ก็ต้องส่งกระแสจิตจากหน้าผากออกไป เพราะว่าเรา<br />
จะสังเกตตัวเองได้ทุกคน ความรู้สึกจะมารวมที่หน้าผากหมด ภาษา<br />
จีนเรียกว่า โหงวเฮ้ง มันจะมีแสงที่หน้าผากนะ ตอนนี้ไม่อรรถาธิบาย<br />
จิตท่านสูงท่านจะเห็นเองว่า ดูหน้าคนดูตรงไหน โหงวเฮ้งอยู่ตรงไหน<br />
อย่าลืม<br />
ที่อาตมาพูดหลายครั้ง ยังไม่มีใครตีปัญหาได้เลย อุณาโลมา<br />
...มันเป็นการส่งกระแสจิตได้ดีมากในจุดศูนย์สมาธิ นี่แหละจะเกิดปัญญาได้ สำหรับตัวตนบุคคลปฏิบัติ ไม่ใช่มานั่งเห็นนิมิต<br />
ถามกันไม่พักเลย หลวงพ่อค่ะ ฉันมีนิมิตอย่างนี้ ฝันว่า<br />
อย่างนี้ จะได้แก่อะไร? ไม่ต้องมาถามแล้ว ฝันปลอมก็มีอุปาทาน<br />
ยึดมั่นก็ฝันได้ ถ้าจิตท่านโกรธ ผูกพยาบาทเก่ง จะฝันร้าย จะฝันหนี<br />
โจร เป็นนิมิตที่เลวร้าย เพราะจิตมันไม่ดี<br />
ถ้าสติดี มีปัญญาดี จะฝันเรื่องจริงได้ ฝันแล้วเป็นเรื่องจริง<br />
ถ้าจิตเก๊ ก็ฝันเก๊ ๆ จิตปลอมก็ฝันปลอมออกมา<br />
อาจารย์สอบอารมณ์บางคนชอบถามว่า เห็นอะไรหรือยัง<br />
เห็นโน่นเห็นนี่ไหม ไม่ต้องไปถามเขาอย่างนั้นนะ ถามว่ากำหนด<br />
หรือเปล่า เวทนาเกิดขึ้นกำหนดอย่างไร ต้องถามอย่างนี้ จะถูกต้อง<br />
มากกว่า ไม่ต้องถามเห็นอะไร ไปแนะแนวเขาทำไมอย่างนั้น มีความ<br />
หมายในการปฏิบัติมาก<br />
เพราะฉะนั้นปักจุดให้ถูก กดปุ่มให้ถูก เหมือนท่านทั้งหลาย<br />
คิดเลข ลองกดปุ่มผิด ๆ ซิ มันจะออกมาผิด ถ้ากดปุ่มถูกแต่ไฟฟ้า<br />
ท่านหมด หมายความว่าสมาธิไม่มี กดอย่างไรไม่ออกมาตามรูปแบบนั้น<br />
ต้องมีสมาธิ<br />
สมาธิ คือ จับจุดงานของเราไม่วางธุระ การกำหนดจิตให้อยู่<br />
ในจุดเดียวกันอย่างนี้คือกระแสไฟ ถ้ากระแสไฟมันพร่องไป ไฟไม่<br />
ได้กำหนด กดมาผิดทั้งนั้น จะไปโทษเครื่องเขาไม่ดีไม่ได้ เครื่องเขา<br />
ดีเราบอกว่าไฟไม่มี คือ ไม่มีสมาธิอยู่นั่นเอง มีความหมายอย่างนั้น<br />
ต้องจับจุดให้ถูกอย่างนี้<br />
ถ้าหากว่าไม่รู้จะกำหนดอย่างไร? ก็เอาความรู้มากำหนดที่ลิ้นปี่คิดไม่ออกเลย ทำอย่างไรก็ทำแบบเดิม มันเป็นอดีตไปแล้ว คิดไม่<br />
ออกไม่รู้จะบอกได้อย่างไร ก็ทบทวน<br />
การทบทวน ดูหนังสือก็ต้องไปดูซ้ำ เรียกว่า ทบทวนหนังสือ<br />
ถ้าทบทวนอารมณ์ก็ต้องไปกำหนดอย่างนี้ หายใจยาว ๆ นั่งท่าสบาย<br />
อยู่ตรงไหนก็ตาม อยู่บนรถก็ได้ ทบทวนชีวิต ทบทวนอารมณ์<br />
ว่าอารมณ์ลืมอะไรไปบ้าง? เก็บของไว้ที่ไหนมันลืม ก็หายใจยาว ๆ<br />
มีประโยชน์มาก ตั้งสติไว้ที่ลิ้นปี่ดวงหทัย เรียกว่า เจตสิก อาศัยหทัย<br />
วัตถุอยู่ที่ลิ้นปี่ วิธีปฏิบัติอยู่ตรงนี้นะ<br />
หายใจยาว ๆ คิดหนอ คิดหนอ หายใจลึก ๆ ยาว ๆ เข้าไว้<br />
เพราะทางปัญญาอยู่ตรงจมูกของเราถึงสะดือของเรานะ สั้นยาวไม่<br />
เท่ากันอย่างนี้<br />
อีกสักครู่หนึ่ง ถ้ามีกระแสไฟฟ้าครบ คือ สมาธิดี หลักฐานดี<br />
เก็บหน่วยกิตไว้ได้มาก คอมพิวเตอร์จะตีออกมาทันที คิดออกแล้ว<br />
คิดที่แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอาวิชาข้อไหนมาแก้ ปัญญาจะออกมา<br />
บอกเราเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตีออกมา แสดงอย่างนี้ และเอาไป<br />
ใช้เถอะได้ประโยชน์มาก คิดออกแน่ ของใครของมันต้องทำขึ้นมา<br />
คือ ปัญญา ต้องทำให้ถูกจุดนี้<br />
<br />
วิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น<br />
(จากหนังสือสวดมนต์ ทำกรรมฐาน ตามแบบหลวงพ่อจรัญ)<br />
การยืน<br />
ก่อนเดินให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับข้อมือซ้าย วางไว้ตรง<br />
กระเบนเหน็บ ยืนตัวตรง เงยหน้า หลับตา ให้สติจับอยู่ที่ปลายผม<br />
กำหนดว่า ยืนหนอ ช้า ๆ ๕ ครั้ง เริ่มจากศีรษะลงมาปลายเท้า<br />
และจากปลายเท้าขึ้นไปบนศีรษะ กลับขึ้นกลับลงจนครบ ๕ ครั้ง<br />
แต่ละครั้งแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรก คำว่า ยืน จิตวาดมโนภาพ<br />
ร่างกาย จากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ คำว่า หนอ จากสะดือลงไป<br />
ปลายเท้า กำหนดคำว่า ยืน จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่า<br />
หนอ จากสะดือขึ้นไปปลายผม กำหนดกลับไปกลับมา จนครบ<br />
๕ ครั้ง ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้ออกไปนอกกาย เสร็จแล้ว<br />
ลืมตาขึ้น ก้มหน้าทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๑ ศอก<br />
การเดินจงกรม<br />
สติจับอยู่ที่เท้า การเดิน กำหนดว่า ขวา... ย่าง...<br />
หนอ... กำหนดในใจ คำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้น<br />
ประมาณ ๒ นิ้ว เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อมกัน ย่าง ต้องก้าวเท้า<br />
ขวาไปข้างหน้าช้าที่สุด เท้ายังไม่เหยียบพื้น คำว่า หนอ เท้าลงถึง<br />
พื้นพร้อมกัน เวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดว่า ซ้าย... ย่าง... หนอ... คงปฏิบัติเช่นเดียวกันกับ ขวา... ย่าง...<br />
หนอ... ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบ เป็นอย่างมาก<br />
เพื่อการทรงตัว ขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้แล้ว<br />
ให้นำเท้ามาเคียงกัน เงยหน้าหลับตากำหนด ยืนหนอ ช้า ๆ อีก<br />
๕ ครั้ง ทำความรู้สึกโดยจิต สติ รู้อยู่ตั้งแต่กลางกระหม่อม แล้ว<br />
กำหนด ยืนหนอ ๕ ครั้ง เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมาถึงปลายเท้า<br />
เบื้องบนตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมา ยืนหนอ ๕ ครั้ง แล้วหลับตา<br />
ตั้งตรง ๆ เอาจิตปักไว้ที่กระหม่อม เอาสติตามดังนี้<br />
ยืน..... (ถึงสะดือ) หนอ..... (ถึงปลายเท้า) หลับตาอย่า<br />
ลืมตา นึกมโนภาพ เอาจิตมอง ไม่ใช่มองเห็นด้วยสายตา ยืน<br />
(จากปลายเท้าถึงสะดือ หยุด) แล้วก็ หนอ. ถึงปลายผม คนละ<br />
ครึ่งพอทำได้แล้ว ภาวนา ยืนหนอ.. จากปลายผม ถึงปลายเท้า<br />
ได้ทันที ไม่ต้องไปหยุดที่สะดือ แล้วคล่องแคล่วว่องไว ถูกต้องเป็น<br />
ธรรม ขณะนั้นให้สติอยู่ที่ร่างกายอย่าให้ออกไปนอกกาย เสร็จแล้วลืม<br />
ตาขึ้น ก้มหน้าทอดสายตาไปข้างหน้าประมาณ ๑ ศอก สติจับอยู่ที่<br />
เท้า การเดิน กำหนดว่า ขวา... ย่าง... หนอ... กำหนดในใจ<br />
 คำว่า ขวา ต้องยกส้นเท้าขวาขึ้นจากพื้นประมาณ ๒ นิ้ว<br />
เท้ากับใจนึกต้องให้พร้อม<br />
 คำว่า ย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าให้ช้าที่สุด เท้ายังไม่<br />
เหยียบพื้น<br />
 คำว่า หนอ เท้าเหยียบพื้นเต็มฝ่าเท้า อย่าให้ส้นเท้าหลัง<br />
เปิดเวลายกเท้าซ้ายก็เหมือนกัน กำหนดคำว่า ซ้าย... ย่าง...<br />
หนอ... คงปฏิบัติเช่นเดียวกับ ขวา... ย่าง... หนอ... ระยะ<br />
ก้าวในการเดินห่างกันประมาณ ๑ คืบ เป็นอย่างมากเพื่อการทรงตัว<br />
ขณะก้าวจะได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่ใช้เดินแล้ว พยายามใช้เท้าขวา<br />
เป็นหลักคือ ขวา... ย่าง... หนอ... แล้วตามด้วยเท้า ซ้าย...<br />
ย่าง... หนอ... จะประกบกันพอดี แล้วกำหนดว่า หยุด... หนอ..<br />
เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้ว ลืมตา ก้มหน้าท่ากลับ การกลับกำหนด<br />
ว่า กลับหนอ ๔ ครั้ง คำว่า กลับหนอ<br />
ครั้งที่ ๑ ยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา ๙๐ องศา<br />
ครั้งที่ ๒ ลากเท้าซ้ายมาติดกับเท้าขวา<br />
ครั้งที่ ๓ ทำเหมือนครั้งที่ ๑<br />
ครั้งที่ ๔ ทำเหมือนครั้งที่ ๒<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3864</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3863&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Sat, 12 May 2012 01:26:03 GMT</pubDate>
			<description>ปราศจากทุกข์ ทำใจให้ผ่องแผ้ว ทำใจให้บริสุทธิ์ ตรงนี้ซิท่านช่วย 
ตัวของท่านได้เอง ท่านจะเกิดความสุข มีความสนุกในการทำงาน 
ในครอบครัวของตน...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>ปราศจากทุกข์ ทำใจให้ผ่องแผ้ว ทำใจให้บริสุทธิ์ ตรงนี้ซิท่านช่วย<br />
ตัวของท่านได้เอง ท่านจะเกิดความสุข มีความสนุกในการทำงาน<br />
ในครอบครัวของตน ท่านจะมีความสุข ท่านจะไม่ทะเลาะวิวาทกัน<br />
ระหว่างสามีภรรยา แล้วลูกก็จะดีมีปัญญาทุกคน นี่แหละพระพุทธเจ้า<br />
ทรงแนะแนวอย่างนี้<br />
ถ้าพ่อแม่เจริญวิปัสสนา รับรองลูกจะเป็นคนดีมีปัญญา จะไม่<br />
ว่านอนสอนยาก ลูกจะไม่หัวดื้อหัวรั้นแต่ประการใด<br />
การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศลไม่เหมือนกัน การแผ่<br />
คือ การแพร่ขยาย เป็นการเคลียร์พื้นที่ แผ่ส่วนบุญออกไป เรียกว่า<br />
สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน<br />
ทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าการแผ่แพร่ขยาย แต่การอุทิศให้ เป็นการให้<br />
โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกว่าขอให้<br />
ข้าพเจ้ารวย ขอให้ข้าพเจ้าดี ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนี้ ทำบุญก็รวยเอง<br />
เราเป็นคนทำ เราก็เป็นคนได้ และการให้บิดามารดานั้นก็ไม่ต้องออก<br />
ชื่อแต่ประการใด ลูกทำดีมีปัญญา ได้ถึงพ่อแม่ เพราะใกล้ตัวเรา<br />
พ่อแม่อยู่ในตัวเรา เราสร้างความดีมากเท่าไรจะถึงพ่อแม่มากเท่านั้น<br />
เรามีลูก ลูกเราดี ลูกมีปัญญา พ่อแม่ก็ชื่นใจโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไป<br />
บอก<br />
คนไม่ทำกิจวัตร ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่รับผิดชอบ แปลว่า<br />
คนนั้นเกลียดตัวเอง กินเหล้าเมาสุรา เล่นการพนัน เที่ยวสรวลเสเฮฮา<br />
กินโต้รุ่ง พ่อแม่ก็เสียใจยังไปว่าพ่อแม่ ไปทวงหนี้ เอาทรัพย์สมบัติ<br />
พ่อแม่มาฉุยแฉกแตกราน นี่คือ ลูกสะสมหนี้ ไม่ยอมใช้หนี้<br />
<br />
<br />
สติปัฏฐาน ๔<br />
รวบรวมจากหนังสือกฎแห่งกรรม ภาคธรรมปฏิบัติ<br />
ของ พระเดชพระคุณพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)<br />
สติปัฏฐาน ๔  ภาคปฏิบัติ<br />
(จากหนังสือกฎแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๓ หน้าที่ ๑๘๙ - ๑๙๙)<br />
สติปัฏฐาน สติอยู่ที่ฐาน เป็นการรองรับให้จิตอยู่ที่<br />
ไม่ให้จิตเพ่นพ่าน ไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่ให้จิตมันไปเครียด<br />
<br />
ต้องการให้จิตอยู่ที่ ต้องการให้มีการกำหนดจิต<br />
การบำเพ็ญจิตภาวนาตามแนวสติปัฏฐานสี่ ของพระพุทธเจ้า<br />
ของเรานี้ วิธีปฏิบัติเบื้องต้น ต้องยึดแนวหลักสติ เป็นตัวสำคัญ<br />
สติปัฏฐานสี่ มีอยู่ ๔ ข้อสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมใหม่ จงท่อง<br />
ความหมายนี้ไว้ก่อน<br />
ข้อที่ ๑ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลตามศัพท์ว่า พิจารณากาย<br />
ในกายนี้สักแต่ว่ากาย ไม่มีตัวตนบุคคลเราเขา แต่โดยวิธีปฏิบัติแล้ว<br />
ให้เอาสติ เอาจิตเพ่งดูกาย ยืน เดิน นั่ง นอน เหลียวซ้ายแลขวา<br />
จะคู้แขนเหยียดขาต้องติดตามดู คือ ใช้สตินี่เอง ดูร่างกายสังขารของเรา<br />
อันนี้เรารู้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อนสำหรับข้อที่หนึ่ง<br />
ข้อที่ ๒ เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนาเป็นสภาพที่ทนอยู่<br />
ไม่ได้ บัญชาการไม่ได้ ต้องเป็นตามสภาพนี้และเป็นไปตามธรรมชาติ<br />
เหล่านี้ เวทนามีอยู่ ๓ ประการ ได้แก่ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขา<br />
เวทนา<br />
ทั้ง ๓ ประการนี้ จุดมุ่งหมายก็ต้องการจะให้สติไปพิจารณา<br />
เวทนานั้น ๆ เช่น ฝ่ายสุข ก็มีทั้งสุขกายสุขใจ อันนี้เรียกว่า<br />
สุขเวทนา แล้วก็ทุกข์กายทุกข์ใจ หรือจะว่าทุกข์ทางด้านกาย<br />
และใจก็ได้ เรียกว่า ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา ก็คือ ไม่สุข ไม่ทุกข์<br />
จิตใจมักจะเลื่อนลอยหาที่เกาะไม่ได้ เรียกว่า อุเบกขาเวทนาวิธีปฏิบัติต้องใช้สติกำหนดคือ ตั้งสติระลึกไว้ ดีใจก็ให้กำหนด<br />
กำหนดอย่างไรหรือ กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ จากจมูกถึงสะดือ<br />
ให้ได้ หายใจขึ้นลงยาว ๆ กำหนดว่า ดีใจหนอ ดีใจหนอ<br />
ทำไมต้องปฏิบัติเช่นนี้เล่า เพราะความดีใจและสุขกายสุขใจนั้น<br />
เดี๋ยวก็ทุกข์อีก สุขเจือปนด้วยความทุกข์อย่างนี้ เพื่อความไม่ประมาท<br />
ในชีวิตของเรา จะต้องรู้ล่วงหน้า รู้ปัจจุบันด้วยการกำหนด จึงต้อง<br />
กำหนดที่ลิ้นปี่<br />
บางคนบอก กำหนดที่หัวใจ ถูกที่ไหน? หัวใจอยู่ที่ไหน<br />
ประการใด อันนี้ผู้ปฏิบัติยังไม่ต้องรับรู้วิชาการ ทิ้งให้หมด ปฏิบัติ<br />
ตรงนี้ให้ได้<br />
ลิ้นปี่เป็นขั้วแบตเตอรี่ชาร์จไฟฟ้าเข้าหม้อ ทุกคนไปแปรธาตุ<br />
การปฏิบัติไม่ใช่การวิจัย ไม่ใช่ประเมินผล แต่เป็นการให้ผุดขึ้นมาเอง<br />
โดยปกติธรรมดา นี่แหละ ให้มันใสสะอาด รู้จริงรู้จัง รู้ปัจจัตตัง<br />
เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ให้รู้ขึ้นมาเอง<br />
คำว่า รู้เอง นี่ทำยาก รู้วิชาการทำง่าย อ่านหนังสือท่องได้<br />
ก็ได้ แต่รู้เองให้ใสสะอาดขึ้นมารู้ยาก ทำไมจะรู้ได้ง่าย ต้องปฏิบัติ<br />
ขึ้นมา ดีใจ เสียใจ มีความสุขกาย สุขใจ อย่าประมาทเลินเล่อนัก<br />
เราต้องตั้งสติทุกอิริยาบถตามกำหนด<br />
การกำหนดจิต นี้ หมายความว่า ให้ตั้งสติ เป็นวิธีปฏิบัติ<br />
สัมปชัญญะ มีความรู้ตัวอยู่ตลอดปัจจุบันอย่างนี้ เป็นต้น อดีตไม่เอา<br />
อนาคตไม่เอา ให้เอาปัจจุบันที่มันเกิดขึ้น ให้ปฏิบัติอย่างนี้ โดยข้อ<br />
ปฏิบัติง่าย ๆถ้าเสียใจ มีความทุกข์ใจ มันอยู่ในข้อนี้ จึงต้องกำหนดที่ลิ้นปี่<br />
เสียใจหนอ ๆ หายใจลึก ๆ ยาว ๆ เสียใจเรื่องอะไร เป็นการป้อน<br />
ข้อมูลไว้ให้ถูกต้อง<br />
สตินี่ระลึกได้ หมายถึง ตัวแจงงาน หาเหตุที่มาของทุกข์<br />
ตัวสัมปชัญญะเป็นตัวบอกให้รู้ ให้มีความเข้าใจเรียกว่า ปัญญา รู้เท่า<br />
ทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันนั่นเอง คนเรานี่จึงต้องกำหนดที่เวทนา<br />
นี้<br />
ปวดเมื่อย เป็นเวทนาทางกาย แต่จิตไปเกาะอุปาทานยึดมั่น<br />
ก็ปวดใจไปด้วย เช่น เราเสียใจ ร่างกายไม่ดี สุขภาพไม่ดีเป็นโรคภัย<br />
ไข้เจ็บ จิตมันก็เกาะที่เจ็บนั้น จึงต้องให้กำหนดด้วยความไม่ประมาท<br />
เป็นวิธีฝึกปฏิบัติก็กำหนดเวทนานั้น<br />
ปวดหัวเข่า ปวดที่ไหนก็ตาม ต้องตามกำหนด กำหนด<br />
เป็นตัวปฏิบัติเป็นตัวระลึก เอาจิตไปสู่จุดนั้นเป็นอุปาทานยึดมั่นก่อน<br />
เพราะเราจะก้าวขึ้นบันไดก็ต้องเกาะยึด เราจะก้าวต่อไปก็ต้องปล่อย<br />
นี่อุปาทาน ถ้าใหม่ ๆ นี้เรียกว่าสมถะ สมถะยึดก่อนแล้วปล่อยไป<br />
ก็เป็นวิปัสสนา เป็นต้น เราจะทราบความจริงถึงจะเป็นวิปัสสนา<br />
ขึ้นมาต่อภายหลัง<br />
เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจอย่างนี้ ต้องกำหนด ส่วนใหญ่<br />
ไม่กำหนดกัน จึงไม่รู้เรื่องราวอย่างนี้ เป็นต้น มีความสุขทางไหน<br />
ก็ตาม เดี๋ยวจะทุกข์อีก นี่มันแก้ไม่ได้เพราะอย่างนี้<br />
เกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่น ไม่ใช่ไปแก้กันที่อื่น หาเหตุที่มาของมัน<br />
คือ สติ สติเป็นตัวกำหนด เป็นตัวหาเหตุ เป็นตัวแจงเบี้ยบอกให้รู้ถึงเหตุผล ตัว สัมปชัญญะ รู้ทั่ว รู้นอก รู้ใน นั่นแหละ คือ<br />
ตัวปัญญา ความรู้มันเกิดขึ้น<br />
ตัวสมาธิ หมายความว่า จับจุดนั้นให้ได้ เช่น เวทนาปวดเมื่อย<br />
เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติมาก จึงต้องให้กำหนด ไม่ใช่ว่ากำหนด<br />
แล้วมันจะหายปวดก็หามิได้ ต้องการจะใช้สติไปควบคุมดูจิตที่มันปวด<br />
เพราะปวดนี่เราคอยยึดมั่น จิตก็ไปปวดด้วย เลยก็กลับกลายให้<br />
เกิดทุกข์ใจขึ้นมา เพราะอุปาทานไปยึดขึ้นมาอย่างนี้ เป็นต้น จุดมุ่งหมาย<br />
ก็ต้องการให้เอาสติไปดู ไปควบคุมจิต ว่ามันปวดมากแค่ไหน<br />
ประการใด<br />
อุเบกขาเวทนาไม่สุข ไม่ทุกข์ ใจก็ลอยหาที่เกาะไม่ได้ ใจลอย<br />
เหม่อมองไปแล้ว เห็นคนเป็นสองคนไป จึงต้องกำหนดอุเบกขา<br />
เวทนา กำหนดที่ไหน กำหนดที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ ลึก ๆ สบาย ๆ<br />
แล้วก็ตั้งสติระลึกก่อน กำหนดรู้หนอ ๆ ๆ<br />
ถ้าเราสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาได้ครบ ป้อนข้อมูลเข้าไป<br />
รู้หนอ ๆ เดี๋ยวสติก็รวมยึดมั่นในจิต จิตก็แจ่มใส ความทุกข์นั้นก็จะ<br />
หายไป<br />
อุเบกขาเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ ส่วนใหญ่จะประมาทพลาดพลั้ง<br />
จึงต้องพยายามมีสติกำหนดทุกอิริยาบถดังที่กล่าวนี้<br />
ข้อที่ ๓ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ต้องท่องให้ได้ ทำไมเรียก<br />
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฐานของจิตต้องยึดในฐานทัพนี้ จิตเป็น<br />
ธรรมชาติที่คิดอ่านอารมณ์ รับรู้อารมณ์ไว้ได้เหมือนเทปบันทึกเสียง<br />
จิตเกิดที่ไหน ผู้พัฒนาจิตต้องรู้ที่เกิดของจิตอีกด้วยจิตเกิดทางอายตนะธาตุอินทรีย์นี่เอง จะพูดเป็นภาษาไทย<br />
ให้ชัด ตาเห็นรูปเกิดจิตที่ตา หูได้ยินเสียงเกิดจิตที่หู จมูกได้กลิ่น<br />
เกิดจิตที่จมูก ลิ้นรับรสเกิดจิตที่ลิ้น กายสัมผัสร้อนหรือหนาว อ่อนหรือ<br />
แข็งที่นั่งลงไป เกิดจิตทางกาย เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน<br />
วิธีปฏิบัติทำอย่างไร? ให้ทำอย่างนี้ ที่มาของจิตรู้แล้ว เกิดทางตา<br />
ตาเห็น เห็นอะไรก็ตั้งสติไว้ จับจุดไว้ที่หน้าผาก อุณาโลมา..กดปุ่ม<br />
ให้ถูก เหมือนเรากดเครื่องคิดเลข บวกลบคูณหารมีครบ กดปุ่มให้ถูก<br />
แล้วผลลัพธ์จะตีออกมาอย่างนี้<br />
เห็นหนอ ๆ เห็นอะไร? เห็นรูป รูปอยู่ที่ไหน สภาวะรูปนั้น<br />
เป็นอย่างไร สภาพผันแปรกลับกลอกหลอกลวงได้ เยื้องย้ายได้ทุก<br />
ประการ เรียกว่า รูป เป็นเรื่องสมมติ และเป็นเรื่องทำลายได้ เกิดขึ้น<br />
ตั้งอยู่ แปรปรวน ดับไป คือรูป ต้องกำหนด นักปฏิบัติอย่าทิ้งข้อนี้<br />
ไม่ได้<br />
ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรมชาติของจิต เกิดที่ตา<br />
เกิดแล้วกำหนด ไม่ใช่ว่าเราแส่ไปหากำหนดข้างนอก ตาเห็นอะไร<br />
ก็กำหนดว่า เห็นหนอ ทำไมต้องกำหนดด้วย เพราะจิตมันเกิด<br />
ตาสัมผัสกับรูปเกิดจิต ในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เห็นของเหล่านั้น เรายัง<br />
ไม่มีปัญญา<br />
เราชอบไหม ชอบเป็นโลภะ ไม่ชอบเป็นโทสะ เราไม่ใช้สติ<br />
เลยกลายเป็นคนโมหะ รู้ไม่จริงรู้แค่ตาเนื้อ ไม่รู้ตาใน ดูด้วยปัญญา<br />
ไม่ได้ เลยดูด้วยโมหะ คนเราจึงได้เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ไปดังที่<br />
กล่าวแล้ว ต้องใช้สตินี่ข้อจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นธรรมชาติของจิต ต้องพัฒนา<br />
ตรงนี้ ต้องกำหนดทุกอาการทุกอิริยาบถ หูได้ยินเสียง หูกับเสียง<br />
อย่างไร? ไกลแค่ไหนอย่างไรไม่ต้องไปประเมินผล ไม่ต้องวิจัย<br />
ห้าม! ห้ามเพราะเหตุใด<br />
เพราะมันเป็นวิปัสสนึกไป นึกขึ้นมาก็วิจัยตามหลักวิชาการ<br />
มันจะไม่ได้ผล เราก็ตั้งสติไว้ที่หู ฟังเสียงหนอ เราฟังเฉย ๆ ไม่ได้หรือ<br />
ทำไมต้องกำหนดด้วย?<br />
ถ้าเราไม่กำหนดเราจะขาดสติ ถ้ากำหนดก็เป็นตัวฝึกสติ ให้มี<br />
สติอยู่ที่หู จะได้รู้ว่า เสียงอะไร? เสียงหนอ ๆ กำหนดเสียงเฉย ๆ<br />
ได้ไหม ได้ แต่ไม่ดีเพราะเหตุใด<br />
หนอ นี้เป็นการรั้งจิตให้มีสติดี มีความหมายอย่างนั้น คำว่า<br />
หนอตัวนี้ เป็นภาษาไทย หนอดีมาก เราจะบอกว่าเสียงหนอ มันรั้ง<br />
จิตได้ดีมาก มีสติดีในการฟัง ระลึกหนอว่าเสียงเขาด่า เสียงเขาว่า<br />
หรือเสียงเขาสรรเสริญเยินยอ ประการใด<br />
สัมปชัญญะ ตัวรู้ว่าเสียงนี้ของนาย ก. เสียงนี้ของนาง ข. มาพูด<br />
เรื่องอะไร ตัวสติจะแจงเบี้ยหาเหตุที่พูด ทำไมเขาจึงพูดเช่นนี้ ตัว<br />
สัมปชัญญะก็บอกกับเราว่า อ๋อเขาพูดนี่ เพราะอิจฉาเรา เขาด่าเรา<br />
มาว่าเรา สติบอก สัมปชัญญะเป็นตัวคิด ปัญญาก็แสดงออก<br />
คอมพิวเตอร์ตีออกมาว่า เสียงนี้ไร้ประโยชน์ เกิดขึ้นตั้งอยู่ก็วูบดับไป<br />
ทันทีที่หู เลยก็ไม่ต่อเนื่องเข้ามาภายในจิต เราก็ไม่มีการเศร้าหมองใจ<br />
เพราะข้อคิดนี้<br />
เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติ ต้องกำหนดตรงนี้ ไม่ใช่เดินจงกรมนั่งปฏิบัติพองหนอยุบหนอให้ได้ ไม่ใช่ตรงนั้น ตรงนั้นเป็นตัวสร้าง<br />
คอมพิวเตอร์ให้มีพลังในข้อคิดของวิปัสสนาญาณอีกประการหนึ่ง<br />
ต่างหาก<br />
ผู้ปฏิบัติต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาดูจิต จิตเกิดทางหู ถ้าเรา<br />
สร้างเครื่องได้ดีแล้ว ป้อนข้อมูลถูก สร้างระบบถูก ข้อมูลในจิตคือ<br />
อารมณ์ที่เราเก็บเอาไว้นานนักหนาแล้วคลี่คลายไม่ออก แฝงไว้ใน<br />
อารมณ์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตเศร้าหมองมาช้านานไม่<br />
ผ่องใส จึงต้องกำหนดอย่างนี้<br />
เสียงหนอ ๆ ไม่ใช่เท่านี้เลยนะ เสียงเขาด่า ใช่แล้ว ถ้าเรามี<br />
สมาธิดี สะสมหน่วยกิตสติปัฏฐานสูตรไว้ชัดเจน เสียงหนอก็รู้แล้ว<br />
อ๋อเขาด่าเรา ด่าเราตรงไหน มีตัวตนตรงไหนบ้าง ที่เราจะถูกด่าแล้ว<br />
เจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้ เราก็ใช้ปัญญานี้เอง<br />
ฟัง อ๋อเขาด่า ด่ามาโดยสมมติว่าด่าเรา คิดว่าอย่างนั้น แต่เรา<br />
อยู่ตรงไหน ก็หาตัวเราไม่ได้ ตัวเราไม่ดี อย่างนี้คือ ปัญญา ไม่มีตัวตน<br />
ไม่มีบุคคล แต่เป็นโดยสมมติขึ้นมาที่เขาด่าเท่านั้น แล้วก็แปร<br />
ปรวนเปลี่ยนแปลงสภาพของมันแล้วก็หลุดไป ดับวูบไปที่หู อันนั้น<br />
ก็หมดสิ้นไป นี้เรียกว่า ตัวปัญญา<br />
นักปฏิบัติต้องกำหนดทุกอิริยาบถในการฝึก เป็นการดัดนิสัย<br />
ให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายของผู้มีปัญญา เป็นความเคยชินจากการปฏิบัติธรรม<br />
ส่วนใหญ่พูดอย่างนี้ใครก็ทำได้ใครก็รู้ แต่ปฏิบัติจริง ๆ ไม่ได้ เพราะ<br />
ไม่เคยกำหนดเลยปล่อยเลยไปหมด เข้ามาถึงจิตใจภายในจิต คือ ประตู<br />
ทั้ง ๖ ช่อง เข้ามาถึงห้องในที่นอนของเราแล้วจนแต้ม จนด้วยเกล้าจนด้วยปัญญา แก้ไขปัญหาไม่ได้เลย เพราะมันอยู่ในจุดนี้เป็นจุด<br />
สำคัญ<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3863</guid>
		</item>
		<item>
			<title>ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพโต๊ะเก้าอี้ถวายพระภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาธรรมะ</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3862&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Fri, 11 May 2012 05:15:27 GMT</pubDate>
			<description>*ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพโต๊ะเก้าอี้ถวายพระภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาธรรมะ* 
 
Image: http://www.phrasomrak.com/images/stories/500.jpg  
 
         ...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><b>ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพโต๊ะเก้าอี้ถวายพระภิกษุสามเณรเพื่อศึกษาธรรมะ</b><br />
<br />
<img src="http://www.phrasomrak.com/images/stories/500.jpg" border="0" alt="" /><br />
<br />
          ขอเชิญพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมเป็นเจ้าภาพถวายโต๊ะและเก้าอี้เพื่อการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณรในปีการศึกษา 2555 นี้  จำนวน  100 ชุด ชุดละ 500 บาท รวม 50,000 บาท  หรือจะถวายแยกชิ้นดังมีรายละเอียดดังนี้<br />
<br />
          1.โต๊ะเพื่อการศึกษาธรรมะ   ตัวละ 250 บาท <br />
<br />
          2.เก้าอี้เพื่อการศึกษาธรรมะ  ตัวละ 250 บาท <br />
<br />
<br />
<b>ร่วมบุญผ่านธนาคารได้ที่</b><br />
<br />
ธนาคาร  กรุงไทย  <br />
<br />
สาขา  ศีขรภูมิ <br />
<br />
ชื่อบัญชี ทุนนิธิโรงเรียนพระปริยัติธรรมพันษีวิทยา<br />
<br />
บัญชีเลขที่  331-0-26624-9 <br />
<br />
<br />
<br />
<br />
          ต้องการรับใบอนุโมทนาบัตร สามารถแจ้งวันเดือนปีจำนวนเงินที่โอนแจ้งไปที่ <a href="mailto:somrak43@hotamil.com">somrak43@hotamil.com</a> โทร 0862602702 หรือส่งไปที่  พระอาจารย์สมรัก ญาณธีโร โรงเรียนพระปริยัติธรรมพันษีวิทยา  วัดพันษี  ตำบลจารพัต  อำเภอศีขรภูมิ  จังหวัดสุรินทร์ 32110<br />
<br />
 <br />
<br />
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย โดยมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ช่วยดลบันดาลให้ท่านผู้ใจบุญที่ได้มีส่วนร่วมในการทำบุญครั้งนี้ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ รวมทั้งโภคทรัพย์ และอริยทรัพย์ ขอคำว่า ไม่มี ไม่รู้ จงอย่างปรากฏมีแท่ท่าน และขอให้อานิสงส์ ผลบุญในครั้งนี้ ส่งผลให้ท่านผู้ใจบุญทุกท่านได้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เทอญ<br />
<br />
 <br />
<b>เจริญพรเพื่อรับสายธารศรัทธา</b><br />
<br />
พระสมรัก ญาณธีโร<br />
<br />
<a href="http://www.phrasormak.com" target="_blank">http://www.phrasormak.com</a><br />
<br />
<a href="http://www.romdham.com" target="_blank">http://www.romdham.com</a><br />
<br />
<a href="http://www.facebook.com/phrasomrak" target="_blank">http://www.facebook.com/phrasomrak</a> <br />
<br />
<br />
<b>ดูรายนามผู้ร่วมบุญได้ที่</b> <br />
<a href="http://www.phrasomrak.com/index.php?option=com_content&amp;view=article&amp;id=70:2012-05-11-02-28-28&amp;catid=1:2010-02-19-12-29-45&amp;Itemid=8" target="_blank">http://www.phrasomrak.com/index.php?...29-45&amp;Itemid=8</a><br />
<a href="http://www.romdham.com/forum.php?mod=viewthread&amp;tid=109" target="_blank">http://www.romdham.com/forum.php?mod=viewthread&amp;tid=109</a></div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=10">ลานประกาศและบอกบุญ</category>
			<dc:creator>somrak</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3862</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3861&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Fri, 11 May 2012 00:27:35 GMT</pubDate>
			<description>กรรมฐาน อย่าเถียงพ่อไม่เถียงครูบาอาจารย์เถียงผู้ใหญ่เลย ถึงท่าน 
จะผิดถูกประการใด ท่านเป็นรัตตัญญูรู้เวลากาลกว่าเรา เราเป็นเด็ก 
เกิดมาภายหลัง...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>กรรมฐาน อย่าเถียงพ่อไม่เถียงครูบาอาจารย์เถียงผู้ใหญ่เลย ถึงท่าน<br />
จะผิดถูกประการใด ท่านเป็นรัตตัญญูรู้เวลากาลกว่าเรา เราเป็นเด็ก<br />
เกิดมาภายหลัง เราว่าท่านพูดไม่ถูกสำหรับเรา แต่ถูกสำหรับท่านนะ<br />
พ่อแม่เกิดมาก่อน อย่าเถียงนะ เป็นบาป และเรียนหนังสือไม่จบ เรียน<br />
หนังสือไม่ได้ดี ไม่มีปัญญา อย่างนี้เป็นต้น<br />
ขอฝากข้อคิดอีกนิดเดียว ไปไหน ไปลา มาไหว้ พบผู้หลัก<br />
ผู้ใหญ่อ่อนน้อมถ่อมตน ปากหวาน ตัวอ่อน มือเป็นหงอน นอบน้อม<br />
กตัญญู เชิดชูระเบียบ จงเพียรด้วยวินัย จงตั้งใจศึกษา นำมาพ้นทุกข์<br />
เป็นสุขอนันต์ เป็นหลักฐานสำคัญ พ่อเณรจงจำใส่ใจ เอาไปใช้<br />
เวลาไปโรงเรียนกราบพ่อแม่ ๓ ครั้ง ตามประเพณีส่วนใหญ่<br />
เขากราบครั้งเดียว เรากราบถึงพระรัตนตรัยเลย คุณพ่อ คุณแม่<br />
พระพุทธเจ้า พระสงฆ์ เป็นพ่อแม่ของเราอย่างแน่นอน<br />
วีโก้ บรูน อุทิศส่วนกุศลให้พ่อ-แม่<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
วีโก้ก็ปฏิบัติ เดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่ง ๑ ชั่วโมง แล้วอุทิศ<br />
ส่วนกุศลให้พ่อแม่ ส่งโทรจิตไปใจความว่า ข้าพเจ้าวีโก้ บรูน ได้<br />
บวชแล้ว จะเอาของดีไปฝากปู่ให้จงได้ ได้นุ่งเหลืองห่มเหลือง และ<br />
เจริญกรรมฐาน ขอแผ่ส่วนกุศลที่ลูกชายทำกรรมฐานได้ดี ขอให้แม่<br />
หายวันหายคืน จากโรคภัยไข้เจ็บ ณ บัดนี้<br />
อีกข้อหนึ่ง ขอให้ปู่ของข้าพเจ้าได้รับทราบว่า หลานได้ของดี<br />
ใส่ตัวแล้วจะเอาไปฝากปู่ และขอให้พ่อของข้าพเจ้ามีความเจริญ<br />
รุ่งเรือง ด้วยการเจริญกรรมฐานของข้าพเจ้า และขอให้เพื่อนของ<br />
ข้าพเจ้า ๓ คนที่อยู่ออสโลนั้น จงมีความเจริญเท่าเทียมกัน แค่กะพริบ<br />
ตาเดียว วินาทีเดียว แล้ววันนั้นตรงกับวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๑๐<br />
เป็นวันชาตินอรเวย์ ทุกคนหยุดงานทั่วประเทศ แม่กำลังป่วยพักฟื้น<br />
อยู่ในห้อง ปู่กับเพื่อนอีก ๓ คน และพ่อเขากำลังนั่งรับประทาน<br />
อาหารกัน ขณะนั้นเวลา ๙ นาฬิกา แต่เป็นเวลากลางคืนที่นี่<br />
เกิดสังหรณ์จิต เห็นผ้าเหลืองลอยมาแวบแล้วออกไป เขาก็ตกใจ<br />
ปู่คิดได้เลย ชื่นใจว่าหลานคงได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว และได้<br />
ของดีจากเมืองไทยแล้ว และพวกเขาก็พูด วีโก้ บรูน ออกมาพร้อมกัน<br />
แม่กำลังป่วยหนัก ได้ยินเสียงวีโก้ ด้วยความรักลูกอยู่แล้ว คลานออก<br />
มาจากห้องมานั่งร่วมวง หายเลย แล้วก็เขียนจดหมายส่งมา เขียนวันเดือนปีและเวลาด้วย ปู่ก็ยังฝากความมาด้วยว่า หลานเอ๋ย อยู่เมือง<br />
ไทยสงสัยเหลือเกินว่าคงได้บวช เพราะมีผ้าเหลืองลอยมา นี่แหละ<br />
โทรจิต เลยแม่หายวันหายคืน ใช่ไหมล่ะ<br />
ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้<br />
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา<br />
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา<br />
หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ<br />
การมาเจริญกรรมฐานเป็นการใช้หนี้กรรม ที่เราทำไว้เมื่อ<br />
ชาติก่อน เป็นการอโหสิกรรม และเป็นการใช้บุญคุณคนตั้งแต่<br />
ครั้งอดีตมา จะรำลึกถึงบุพการีได้ จะนึกถึงบุญคุณคนขึ้นมา นี่ข้อนี้<br />
อย่าผัด<br />
ถ้าเราขาดความสบาย มีความทุกข์ แผ่ตอนนั้นไปให้ใคร<br />
แผ่ให้ลูก ลูกก็ทุกข์ด้วย เอาความทุกข์ไปให้ลูกเสียแล้ว แผ่ตอน<br />
ไม่สบายใจ ตอนเศร้าใจ หมองใจ คิดถึงแม่แล้วก็แผ่ออกไปรับรอง<br />
ไม่ได้ผลนะ เอาของไม่ดีไปให้แม่ของเรา<br />
<br />
ทรพีทรพา<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
นานาจิตตัง ต่างเวรต่างกรรมกันมา บางคนมาจากนรกมาเกิด<br />
ในโลกมนุษย์ไม่สามารถเจริญกรรมฐานได้ เข้าวัดก็เดินผ่านไปผ่านมา<br />
เพราะกรรมมันบังจิตใจ คือ ทรพีทรพา อกตัญญูต่อพ่อแม่ตลอดมา<br />
คนประเภทนี้จะเจริญกรรมฐานไม่ได้ ถ้าเจริญกรรมฐาน ต้องอก<br />
แตกตาย เพราะคิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดจะฆ่าพ่อฆ่าแม่<br />
เมื่อเร็ว ๆ นี้ฆ่าพ่อตาย บอกให้มาเจริญกรรมฐานมันร้อนหมด<br />
พอเข้าวัดทนไม่ได้ต้องเอารถออกไป นี่เรื่องจริงที่วัดนี้ ฆ่าพ่อตายแล้ว<br />
แม่เขาสงสารลูกเขา อุตส่าห์พาลูกมาจะเจริญกรรมฐาน นี่โยมเห็นไหม<br />
กรรมมันบัง ร้อน พอรถมาถึงวัดอัมพวันเข้าวัดไม่ได้ ร้อนหมดเลย<br />
ปวดหัวเข้าไม่ได้ แม่นึกว่าผีพ่อสิงเลยเข้ามาบอกอาตมาว่า<br />
หลวงพ่อช่วยดูลูกชายสิผีพ่อเข้าสิงไหม เปล่าเลยเวรกรรมมัน<br />
ตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน นี่ฆ่าพ่อ<br />
ขอฝากไว้ทำกรรมฐานไม่ได้แน่ เลยก็ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงที่<br />
วัดนี้ ผ่านมาสิบกว่าวันมานี่เอง คนประเภทนี้ไปสวรรค์ไปนิพพาน<br />
ไม่ได้<br />
ขออโหสิกรรม<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
นี่ขอฝากญาติโยมไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย<br />
ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น<br />
เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อน คือ ถอนคำพูด ขอสมาลาโทษ<br />
พ่อแม่เสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่<br />
ถ้ายังด่าพ่อด่าแม่ทิ้งไว้ แล้วมาเจริญกรรมฐาน อาตมาขอเจริญพรว่า<br />
เจริญไปอีกร้อยปีก็ไม่ได้ผล เพราะเวรกรรมตามสนอง<br />
หากท่านทั้งหลาย เคยด่าท่านผู้มีพระคุณ ถอนคำพูดแล้ว<br />
ขอสมาลาโทษเสีย ท่านจะได้ผลจากการเจริญกรรมฐานทันที เหมือน<br />
พระภิกษุต้องแสดงอาบัติให้บริสุทธิ์เสียก่อน แล้วมาเจริญกรรมฐาน<br />
จึงจะได้ผล เช่น แม่แต้มอยู่ที่บ้านเตาปูนใต้วัดสว่าง เจริญกรรมฐาน<br />
มาตั้ง ๗-๘ ปีไม่ได้ผลเพราะเรื่องอะไร อ๋อ! แกด่าสามีแกที่เป็นปลัด<br />
อำเภอชื่อ ปลัดเขียว แม่แต้มด่าผัวเก่ง<br />
มาปฏิบัติคราวรุ่นแม่ใหญ่ บอกแม่แต้มเอ๊ย ขออโหสิกรรมเสีย<br />
บอกดวงวิญญาณให้อนุโมทนาต่อพระสงฆ์ด้วย หลังจากนั้นก็ขอ<br />
อโหสิกรรมให้ดวงวิญญาณรับทราบว่า พ่อเอ๋ย ฉันขอสมาลาโทษ<br />
กายกรรม วจีกรรมต่อดวงวิญญาณ ขอพระสงฆ์รับทราบ อนุโมทนา<br />
แล้วยะถาสัพพีให้ ตั้งแต่นั้นมาแม่แต้มเข้าผลสมาบัติได้ เจริญ<br />
กรรมฐานได้ผลวันนั้นเลย<br />
<br />
ขอขมาแก่พ่อ-แม่<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
เขามานั่งกรรมฐานหายใจยาว ๆ กำหนดได้ร้องไห้เลย บอกว่า<br />
หลวงพ่อคะ หนูเสียใจที่ด่าแม่ แม่เกลียดหนูเหลือเกิน แม่ไม่อยาก<br />
เลี้ยงลูกสาว หนูก็ด่าแม่ ไปดูเพื่อน พ่อแม่เขาก็รักลูกเหลือเกิน<br />
แต่ทำไมแม่ด่าหนูทุกวัน หนูก็เสียใจ<br />
มานั่งกรรมฐานก็เกิดคุณสมบัติ กลับไปนำเทียนแพ ไปขอขมา<br />
กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แก่พ่อแม่เขา อาตมาให้ไปทั้งชุด<br />
รวมทั้งทานด้วย พ่อแม่เขาเป็นคนจีนไม่รู้เรื่องหรอก อยู่ต่อมาอีก<br />
๕ เดือน เตี่ยตาย ไม่อย่างนั้นก็เป็นเวรกรรมติดตัวไปอีก เพราะไป<br />
ด่าเตี่ยด้วย<br />
ตั้งแต่กราบขอขมาลาโทษ แล้วส่งเงินเดือนให้แม่ และแผ่<br />
เมตตาให้แม่ ตั้งแต่นั้นมาแม่ไม่เคยด่าลูกเลย และตัวเองก็ได้เลื่อนเป็น<br />
ผู้อำนวยการ ซี. ๘ กลิ่นตัวหาย แต่เวลามีเหงื่อก็เหม็นเหมือนกันนะ<br />
ที่วัดเป็นพยานกันเยอะ<br />
สวดมนต์แผ่เมตตาให้ลูก<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
การแผ่เมตตาสรุปผลงานที่ขอนแก่น ลูกติดยาเสพติด พ่อแม่<br />
สวดมนต์ไม่เป็น ลูกไม่เคยเข้าวัด ค้าเฮโรอีนด้วย ทำอย่างไรถึงจะ<br />
แก้ได้ ตำรวจบอกว่า ลูกคุณพี่ถ้ายังค้าอยู่ จะเก็บเลยนะ ลูกก็หนี<br />
ไปอยู่กรุงเทพฯ พ่อแม่ก็เสียใจ ไปเข้าศูนย์ฯ เวฬุวันที่ขอนแก่น<br />
ไปสวดมนต์ไหว้พระตามแบบเขาไปก่อน พออ่านได้คล่องปาก<br />
คล่องใจ แล้วจึงมีสมาธิ จิตใจดี แล้วนึกถึงลูก ให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข<br />
ลูกก็เลยหันเหเร่เข้าไปพบหนังสือธรรมะ เอามาอ่าน เลิกได้เลย<br />
สัจจะตัวเดียวทำกันไม่ได้ เลยกลับมาบ้าน เดี๋ยวนี้ช่วยพ่อแม่<br />
ค้าขายอย่างดีแล้ว พ่อแม่ก็เข้าวัดไป สวดมนต์ไม่เป็นก็ต้องสวดเป็น<br />
ให้พรลูก<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
คำว่า พร นี้ เมื่อให้แล้ว จะถอนไม่ได้มันเป็นบาป พ่อแม่<br />
ที่ให้พรลูกให้มีความรุ่งเรืองแล้ว พอโมโหจะถอนพรก็จะถอนไม่ได้<br />
จะเป็นบาปอย่างร้ายแรง แต่พ่อแม่สมัยนี้ทำได้ พอโมโหไม่พอใจ<br />
ก็แช่งลูก ขับไล่ลูกออกจากบ้านไป พ่อแม่สมัยนี้ทำได้ แต่พระอินทร์<br />
ท่านทำไม่ได้ ให้พรแล้วจะมาถอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นกัมมัฏฐานก็สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้อีกอันหนึ่ง เราจะได้รู้ว่าเราได้รับพรมา<br />
จากชาติไหนบ้าง<br />
นึกถึงตัวเอง สงสารตัวเอง<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
เด็กคนหนึ่งมานั่งกรรมฐานได้ ๗ วัน บอกขอกราบลาจะไป<br />
ช่วยคุณแม่คุณพ่อขายของ เมื่อก่อนไม่เคยช่วยเลย กลับไปได้สักพัก<br />
พาแม่มาเข้ากรรมฐาน แม่ไม่เคยเข้าวัด ลูกนำแม่มาเข้าวัด<br />
เป็นอภิชาตบุตร แม่ไม่มีทานให้แม่บำเพ็ญทาน แม่ไม่มีศีลให้แม่<br />
บำเพ็ญศีล แม่ไม่มีภาวนาให้แม่มาสวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม<br />
จะได้ไปสวรรค์นิพพาน ต่อมาไม่ช้านานก็พาเตี่ยมาอีกนั่งได้ ๗ วัน<br />
กลับไปนำญาติพี่น้องมาหมด นี่ที่วัดนี้เป็นตัวอย่าง<br />
ท่านทั้งหลาย เมื่อคนเราเกิดความสุขแล้วจะนึกถึงกัน คนที่<br />
ไม่มีความสุขจากการชำระใจจะไม่คิดถึงใครเลย แม้แต่ตัวเองก็ยัง<br />
ไม่คิดถึง ถ้ามีคุณค่าของคน มีบุญเมื่อไร ชำระใจให้หมดจด ใจสบาย<br />
ไม่เศร้าหมองแล้ว จะนึกถึงตัวเองสงสารตัวเอง เมื่อก่อนนี้เคยเล่นการ<br />
พนันก็ขอเลิก เคยดื่มเหล้าก็ขอเลิก เคยเที่ยวเสียเงินเสียทองเลิกหมด<br />
จะรวบรวมเงินทองไว้เลี้ยงครอบครัว ไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ ไว้ให้<br />
คุณพ่อคุณแม่ที่แก่เฒ่าไม่มีคนเลี้ยงดู<br />
คนไหนมีความสุขแล้วจะนึกถึงคุณ เรียกว่ากตัญญูกตเวทิตาธรรม<br />
จะระลึกถึงแม่ก่อน ระลึกถึงพ่อก่อน เมื่อก่อนนี้คุณยายด่าก็ว่าชอบบ่นพอมานั่งกรรมฐาน นึกถึงคุณยายเลย ที่ด่าว่านะถูกแล้ว ด่าให้เราดี<br />
เลยกลับไปนอนกับยาย ซื้อผ้าซื้อผ่อนไปให้คุณยาย<br />
ให้ของขวัญ แก่ท่าน นับแต่นี้<br />
ทำความดี ตอบแทน ให้ท่านเห็น<br />
ให้ท่านชื่น หัวใจ ทุกเช้าเย็น<br />
ดีกว่าเป็น คนดีได้ เมื่อวายชนม์<br />
ทำอย่างไรให้ได้ชื่อว่า ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างเลิศที่สุด<br />
สรุปคือ ถ้าพ่อแม่เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ลูกสามารถชักจูงพ่อแม่ให้กลับ<br />
เป็นสัมมาทิฎฐิได้นั้น ถือว่าได้ทดแทนคุณอย่างเลิศ เช่น พ่อแม่มีความ<br />
เห็นผิด เป็นต้นว่าไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ แล้วลูกสามารถชักจูง<br />
ชี้แจงให้ท่านมีความเห็นที่ถูกต้อง เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว<br />
บุญบาปมีจริง ถ้าทำอย่างนี้ได้ถือว่า ทดแทนบุญคุณอย่างเลิศที่สุด<br />
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลยลูกทั้งหลายเอ๋ย จงสร้างความดีให้กับ<br />
ตัวเองและก็เป็นการใช้หนี้ตัวเองนี่เป็นเรื่องสำคัญ ตัวเราพ่อให้หัวใจ<br />
แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองแล้วอยู่ในตัวเรา จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไป<br />
แสวงหาแม่ที่ไหนอีกเล่า<br />
บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลย<br />
ถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก ใครที่<br />
คุณแม่ล่วงลับไปแล้วก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้า<br />
จะทำบุญด้วยการมาเจริญกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำ<br />
เช่นนี้ ถือว่าได้บุญมากที่สุดทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับมีลูกให้เรียนหนังสือ ถ้าลูกไม่อยากเรียนไม่ยอมเรียน มีวิธีการ<br />
พ่อแม่ให้แผ่เมตตาอย่าไปดุลูกไปตีลูกนะ ไอ้ที่ภาษาโบราณที่ว่า<br />
รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักมีให้ค้า รักหน้าให้คิด รักมิตรให้เตือนกัน<br />
ตีตัวนี้ไม่ใช่ตีด้วยไม้เรียว แต่ตีด้วยแบบอย่าง จะพูดกับลูกจะสอนลูก<br />
อย่าโมโหนะ ถ้าเมตตาเจือโทสะลูกจะเสียหาย<br />
จะสอนลูกจะพูดอะไร เมตตา อย่าเจือด้วยโทสะ พูดให้<br />
เพราะ ๆ ลูกจะเชื่อถือ จะเคารพบูชาพ่อแม่ ถ้าพูดด้วยโมโหด้วย<br />
ด่าด้วยลูกจะไม่เชื่อฟัง พูดจนเคยชินด่าจนเคยชิน พอด่าเข้าไปแล้วปั๊บ<br />
ลูกไม่เอาไหนก็ไปหาเพื่อน พูดให้เพราะ ๆ พูดให้มีมนุษยสัมพันธ์<br />
พูดให้ดึงน้ำใจลูกได้ไหม ไม่มีเลย พูดให้ลูกออกจากบ้านไป<br />
การแก้กรรมที่เยี่ยมยอดที่สุดคือ การที่ญาติโยมมานั่งเจริญ<br />
กรรมฐาน แล้วแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ทุกท่านจะกลับร้าย<br />
กลายดี ลูกหลานจะมั่งมีศรีสุข จะประกอบอาชีพการงานก็จะมีเงิน<br />
ไหลนองทองไหลมา<br />
ปฏิบัติได้แล้วออกจากกรรมฐาน โยมจิตว่าง จะแผ่ไปให้ใคร<br />
ก็แผ่ไป แผ่ไปให้ลูกอยู่เย็นเป็นสุข แผ่ให้บิดามารดา จงเกิดเจริญสุข<br />
เมื่อเกิดมีสุขในพฤติกรรมของเราอย่างไร พ่อแม่เราก็มีความสุข<br />
อย่างนั้น<br />
เพราะพ่อแม่ก็อยากให้ลูกมีความสุข แต่ลูกมีความทุกข์ ไหนเลย<br />
พ่อแม่จะช่วยลูกให้ถึงเหตุดับทุกข์ ให้เกิดความสุขได้ เพราะฉะนั้น<br />
เราท่านทั้งหลาย ต้องช่วยตัวเอง ช่วยตัวเองทำอย่างไร? ช่วยตัวเอง<br />
ก็มาเจริญกุศล สร้างบุญไว้ในใจ สร้างจิตใจให้สบาย ทำใจให้เป็นสุข<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3861</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรื่องราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3860&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Thu, 10 May 2012 01:53:59 GMT</pubDate>
			<description>หลายกัป หลายกัลป์แล้ว ไม่ใช่ชาติเดียว ไม่ใช่ทำความดีวันเดียว 
ก็ได้เลย ไปนั่งหลับตาแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพานเลย สร้างโบสถ์...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>หลายกัป หลายกัลป์แล้ว ไม่ใช่ชาติเดียว ไม่ใช่ทำความดีวันเดียว<br />
ก็ได้เลย ไปนั่งหลับตาแล้วไปสวรรค์ ไปนิพพานเลย สร้างโบสถ์<br />
สร้างวิหารแล้วไปสวรรค์นิพพานเลย น่าจะตีปัญหาให้มันเข้ามา<br />
หาตัวเอง เราจึงควรสร้างตัวเองให้ได้ ปลุกตัวเองให้ตื่น เสกตัวเอง<br />
ให้เป็นงาน จะได้รับผิดชอบต่อการงานในหน้าที่รับผิดชอบตัวเอง<br />
อย่าเกียจคร้านการงานและหน้าที่ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีความรับผิดชอบ<br />
ตัวเองในการงานและหน้าที่ เราจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีการงานและหน้าที่<br />
อันเป็นศักยภาพของมนุษย์ ไร้แบบแปลนและแผนผัง ไม่มีโอกาส<br />
ที่จะดีได้ น่าจะแก้นิสัยตั้งแต่ต้นจนอวสาน ชีวิตนี้จะได้มีแบบแปลน<br />
และแผนผัง จะได้ไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางได้<br />
ท่านโปรดจำไว้ วันเกิดของลูกคือวันตายของแม่ เพราะวันที่<br />
ลูกเกิดนั้น แม่อาจต้องเสียชีวิต การออกศึกสงครามเป็นการเสี่ยงชีวิต<br />
สำหรับคนเป็นพ่อฉันใด การคลอดลูกก็เป็นการเสี่ยงตายสำหรับ<br />
คนเป็นแม่ฉันนั้น ในสมัยโบราณที่วิทยาการต่าง ๆ ยังไม่เจริญก้าวหน้า<br />
เหมือนสมัยนี้ อัตราการตายเพราะคลอดลูกมีสูงมาก คนโบราณ<br />
เขาจึงกล่าวว่า วันเกิดของลูกคือวันตายของแม่<br />
พอ่ แมเ่ ลี้ยงลูก เปรียบเสมือนปลูกตน้ ไม &#63243; ปลูกอยา่ งมีระเบียบ<br />
แบบแผน ต้นไม้ก็จะขึ้นอย่างมีระเบียบสวยงามตามแบบตามแผนที่<br />
วางไว้ ถ้าปลูกอย่างไม่มีระเบียบปลูกตรงโน้นต้นหนึ่ง ตรงนี้ต้นหนึ่ง<br />
นึกจะปลูกตรงไหนก็ปลูก เกะกะเต็มไปหมด มองดูรกรุงรัง หาความ<br />
สวยงามไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้จะไปโทษต้นไม้ว่ามันขึ้นไม่เป็นระเบียบ<br />
จะถูกหรือ จะต้องโทษคนปลูก เพราะคนปลูกไม่มีระเบียบ ต้นไม้จึงขึ้นอย่างไม่มีระเบียบ<br />
อาตมาไม่สอนใครไปสู่สวรรค์นิพพาน แต่สอนกรรมฐานให้<br />
ระลึกชาติได้ ระลึกบุญคุณคนได้ นึกถึงพ่อแม่ นึกถึงตัวเองและ<br />
สงสารตัวเอง จะได้ทำแต่สิ่งดี ๆ แค่นี้พอก่อน บางคนลืมพ่อลืมแม่<br />
อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลาน<br />
อย่าเถียงพ่อแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่ ไม่งั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร<br />
ก้าวถอยหลังเลยดำน้ำไม่โผล่<br />
หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่เหลือจะนับจะประมาณนั้น คือ<br />
หนี้พระคุณของบิดามารดา คำพังเพยเปรียบเทียบสั่งสอนมาสองพัน<br />
กว่าปีแล้ว ว่าจะเอาท้องฟ้าหรือแผ่นดินมาเป็นกระดาษ เอาเขาพระ<br />
สุเมรุมาศมาเป็นปากกา จะเอาน้ำมหาสมุทรมาเป็นน้ำหมึก ก็ไม่<br />
สามารถจะจารึกพระคุณของบิดามารดาไว้ได้ เพราะน้ำในมหาสมุทร<br />
จะเหือดแห้งหมด ก่อนที่จะจารึกพระคุณบิดามารดาได้จบสิ้น<br />
<br />
พระองค์แรก ผู้แสนดี ให้ชีวิต<br />
ครูคนแรก ผู้ประสิทธิ์ การศึกษา<br />
หมอคนแรก ผู้ถือช้อน คอยป้อนยา<br />
รวมคุณค่า นี้ได้แก่ พ่อแม่ฉันเองฯ<br />
<br />
กตัญญูนะลูก<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
อาตมาสอนเด็กนะโมทุนหลัก คือ กตัญญูนะลูกนะ นอบน้อม<br />
กตัญญูเชิดชูระเบียบ เรียบด้วยวินัย หนูจงตั้งใจศึกษา นำมาพ้นทุกข์<br />
เป็นสุขอนันต์ เป็นหลักสำคัญ คุณหนูจำใส่ใจ ถ้าเห็นครู<br />
เหยียบหัวครูตลอดรายการ รับรองเป็นใหญ่เป็นโตไม่ได้ ไม่ต้องอะไร<br />
พระสารีบุตร อุปติสสะปริพาชก เห็นพระอัสสชิแล้วเลื่อมใส ถามว่า<br />
มีธรรมอะไร บวชที่สำนักไหน พระอัสสชิตอบว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่<br />
แปรปรวน ดับไป<br />
จงไปหาครูบาอาจารย์เอาเอง เท่านี้ ยังลืมบุญคุณไม่ได้ คือ<br />
พระสารีบุตร หันหน้าไปทางทิศที่ครูบาอาจารย์อยู่ เจอบ้าน เจอป่า<br />
เจอภูเขาก็ไหว้ พระพุทธเจ้าถูกพระภิกษุฟ้องจึงสอบสวน พระสารี<br />
บุตรบอกว่า เป็นที่อยู่ของครูบาอาจารย์สอนหนังสือ ข้าพระพุทธเจ้า<br />
จึงไหว้ครู ไม่ใช่ไหว้ภูเขา ที่ไหว้ท่าน้ำเพราะบ้านของข้าพระพุทธเจ้า<br />
อยู่ตรงนั้น และท่าน้ำก็มีประโยชน์แก่ข้าพระพุทธเจ้ามาก พระสารี<br />
บุตรจึงมีปัญญาเทียมเวหา คล้ายคลึงกับพระพุทธเจ้า มียศศักดิ์เป็นถึง<br />
อัครสาวกของสมเด็จพระชินสีห์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า<br />
พ่อ-แม่ไม่เคยดูแลลูก<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
พ่อแม่ไม่เคยดูแลลูกเลย ยกตัวอย่างที่เพชรบุรี พ่อเป็นอาจารย์<br />
ใหญ่ซีเจ็ด แม่ก็เป็นอาจารย์ใหญ่ซีเจ็ด เอาไปฝากน้องสาว<br />
เรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ น้องสาวทำงานที่กระทรวงมหาดไทย<br />
เขาจะมีเวลาดูลูกให้หรือ ตีสี่ต้องออกไปทำงานแล้ว ขอฝากท่าน<br />
ทั้งหลาย ท่านเป็นพ่อแม่เขา เป็นผู้นำลูก ต้องไปตามดูลูกด้วยนะ<br />
ไม่อย่างนี้ลูกเสียนะ เด็กเสียหายนี่ อาตมาไม่โทษเด็กเลยนะ โทษพ่อ<br />
แม่ไม่ดี เลี้ยงลูกไม่โต ปลูกต้นโพธิ์ไม่ได้ร่ม ยังมีตัวอย่างอีก<br />
รองศาสตราจารย์ที่จุฬาฯ มีลูก ๕ คน ติดยาเสพติดไป ๓ คนแล้ว<br />
พ่อแม่เป็นใหญ่เป็นโต เป็นถึงรองศาสตราจารย์เป็น ดร. ด้วย มันมา<br />
จากตรงไหน<br />
พ่อ-แม่เป็นที่พึ่งให้ลูกไม่ได้เพราะอะไร ?<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
พ่อแม่แก้ไขปัญหาชีวิตไม่ได้เลย หาที่พึ่งให้ลูกไม่ได้ ลูกพิการ<br />
หรือเป็นอะไรก็ตาม พ่อแม่จะช่วยกันสวดมนต์ภาวนา เจริญกรรมฐาน<br />
บางทีก็หายได้เลยนะ พ่อแม่บางคนก็ไม่เอาไหนอีก สร้างความดี<br />
ไม่ถึงที่ดีไม่ถึงขั้น ดีไม่พอลูกจะดีได้อย่างไร พ่อแม่เลี้ยงลูก ไม่ได้ดูลูก<br />
เพราะไม่ได้สวดมนต์ เจริญกรรมฐาน อาตมาจับจุดได้หมด คือกฎแห่งกรรม เอาลูกไปฝากวัด ไม่เคยให้เงินลูกเรียนหนังสือ<br />
มีตัวอย่างที่ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี อาตมาต้องแก้ปัญหาให้เด็ก<br />
ให้ทุนไปเรียนหนังสือ วันนี้ให้ไปอีกเป็นทุนต่อเนื่อง<br />
เด็กร้องไห้เลยบอกว่า หลวงพ่อไม่ได้เป็นอะไรกับผม พ่อผม<br />
ยังไม่เคยให้เลยแม้แต่สตางค์เดียว เอาละ! หลวงพ่อจะส่งเรียน บัดนี้<br />
เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เขาเขียนจดหมายมาบอกว่า จะหางานทำด้วย<br />
ช่วยหลวงพ่อ พอมีงานทำแล้ว หลวงพ่อจะได้ส่งน้อยลงไป จะได้<br />
ช่วยอีกแรงหนึ่ง เด็กดีน่ะมีลักษณะอย่างนี้<br />
เลี้ยงลูกเอาบุญ<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
ปวดหนอ ลูกเอ๋ยมาช่วยบีบให้พ่อแม่หน่อย ลูกเขาไม่มาบีบ<br />
ก็เสียใจ แล้วให้สมบัติเขาไปแล้วหวังผลตอบแทนจากเขา เขาก็ไป<br />
ดีแล้วก็ตามใจ เลี้ยงลูกเอาบุญเถอะ อย่าเอาคุณประโยชน์ ทำใจให้ได้<br />
เถอะ เราจะได้ไปสวรรค์นิพพานได้ โปรดทำใจ เรารักลูก หวังจะพึ่ง<br />
ลูกนี้แล้วไม่ได้พึ่ง เตรียมทำใจไว้ก่อน เจ็บนี่ลูกเขาจะมาปฏิบัติไหม<br />
จะเอาใจเราไหม โปรดอย่าคิดอย่างนั้นเลย จงทำใจเสียให้ได้ ณ<br />
บัดนี้ แฟนเขาไม่ได้รักเราด้วยใจจริง เขารักเราด้วยกามคุณทั้ง ๖<br />
ไม่ได้รักด้วยน้ำใจด้วยเมตตาเลย เขาจึงไม่มาช่วยเรา ดังนั้น ทั้งเงิน<br />
ทองทรัพย์สินสมบัติพัสถาน เราช่วยใครไป อย่าหวังผลตอบแทนเลย<br />
มิฉะนั้น เราจะเสียใจไปนรก ถ้าท่านผู้ใดเจริญวิปัสสนากรรมฐานจิตมั่นคง จะไม่ง้อใครแล้ว เราต้องช่วยตัวเองได้ ทำใจได้ เราจะไม่<br />
เสียใจ ไม่น้อยใจต่อบุคคลใด ความเสียใจน้อยใจเป็นเมืองอบาย<br />
เป็นเมืองนรก หมกไหม้ตัวเอง<br />
กำลังใจของบรรพบุรุษ - ผู้สูงอายุ<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
บรรพบุรุษคือ พ่อแม่ เป็นพระอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไป<br />
ตามพระอรหันต์ที่ไหนหรอก เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้าง โยมทุกคน<br />
ที่เป็นพ่อแม่ อย่าเอาบุญคุณกับลูก เลี้ยงเอาบุญอย่างเดียว ไม่ต้องเอาคุณ<br />
มาตอบแทน จะเสียใจภายหลัง คนเดี๋ยวนี้มีน้อยเหลือเกินที่จะมี<br />
กตัญญูต่อพ่อแม่<br />
อาตมาตั้งแต่คอหักมา หายใจทางสะดือ พองหนอยุบหนอ<br />
คิดถึงแม่ทุกวัน หายใจเข้าก็คิดถึงแม่ หายใจออกก็คิดถึงแม่ เพราะ<br />
เราอยู่ในท้องแม่ กินเลือดเนื้อแม่ทางสะดือ แต่คนเราไม่ได้เคยคิดเลย<br />
พ่อแม่เลี้ยงลูกเหมือนปลูกต้นโพธิ์ เมื่อใหญ่เมื่อโตจะได้อาศัย ถึงคราว<br />
เจ็บจะได้ฝากไข้ ถึงคราวตายจะได้ฝากผี ดี ๆ เอาไว้รับใช้สอย โยมจำ<br />
อาตมาไว้ คนแก่ว้าเหว่ ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ที่แก่แล้วว้าเหว่ตลอดชาติ<br />
ลูกไม่มาหาหลานไม่มาสู่พ่อแม่ก็หมดกำลังใจ ปู่ย่าตายายไม่มีกำลังใจ<br />
พอเห็นลูกหลานมาหา หลานมาสู่ ชื่นอกชื่นใจ ไม่ว้าเหว่แต่ประการใด<br />
ตรงนี้เป็นกำลังใจให้แก่บรรพบุรุษ เป็นกำลังใจต่อผู้สูงอายุ พอสูงอายุ<br />
แล้วเป็นอย่างนี้ทุกคน<br />
<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน<br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3860</guid>
		</item>
		<item>
			<title>อานาปานสติ  ในกรรมฐาน ๔๐ กอง (อานาปานสติ ฯ ตอนที่ ๒)</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3859&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Wed, 09 May 2012 13:40:37 GMT</pubDate>
			<description>อานาปานสติ  ในกรรมฐาน ๔๐ กอง (อานาปานสติ ฯ ตอนที่ ๒) 
เมื่อข้าพเจ้าได้กล่าวถึง อานาปานสติ อันหมายถึง การกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อตั้งสติ ...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>อานาปานสติ  ในกรรมฐาน ๔๐ กอง (อานาปานสติ ฯ ตอนที่ ๒)<br />
เมื่อข้าพเจ้าได้กล่าวถึง อานาปานสติ อันหมายถึง การกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อตั้งสติ  ก็จำเป็นต้องอธิบายเกี่ยวกับ &quot;อนุสติ ๑๐ อย่าง&quot; เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้เกิด ความรู้จักเหตุ รู้จักผล ฯลฯ เนื่องด้วย มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มีความคิด มีความเข้าใจว่า อนุสติ เป็นการปฏิบัติสมาธิ แต่ในทางที่เป็นจริงแล้ว อนุสติ เป็นเพียงเครื่องมือในอันที่จะทำให้ใจสงบได้ในสถานะการณ์ใดสถานะการณ์หนึ่ง มิใช่เป็นการฝึกปฏิบัติในรูปแบบของการนั่งสมาธิหรือปฏิบัติสมาธิ การคิดถึงหรือระลึกนึกถึงอยู่บ่อยๆหรือเนืองๆนั้น ก็เพื่อเป็นการใส่ข้อมูลเพื่อมิให้เกิดความคิดเศร้าหมองในตัวบุคคลนั้นๆ เป็นการระลึกนึกถึงเพื่อกระตุ้นให้เกิดกำลังใจ เกิดความหนักแน่น เกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง กัมมัฏฐาน ในกอง &quot;อนุสติ๑๐&quot;นี้จึงเป็นกัมมัฏฐาน ที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับบุคคลทั่วไป สำหรับการได้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เป็นการปฏิบัติกรรมฐาน ขณะปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะแตกต่างจาก การปฏิบัติสมาธิโดยใช้หลักกรรมฐานในกอง &quot;กสิณ๑๐&quot;<br />
ท่านทั้งหลายที่เคยได้อ่านหรือศึกษาจากพระไตรปิฏก หรืออาจจะพบเห็นในตำรับตำราต่างๆที่มีการสอนเกี่ยวกับกรรมฐาน ๔๐ กอง จะเห็นว่า &quot;กสิณ๑๐&quot; จะเป็นกรรมฐาน กองแรกอยู่เสมอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ การฝึกกสิณ ก็คือ การฝึกสมาธิที่ท่านทั้งหลายได้ปฏิบัติกันอยู่ จะด้วยความรู้เท่าไม่ถึงกาล หรือไม่รู้เลยว่า การปฏิบัติสมาธิแท้จริงแล้ว คือการฝึกกสิณ ถ้ากำหนดลมหายใจเข้าออก ก็จะเป็นกสิณลม หรือ วาโยกสิณ เป็นการเพ่งลมที่เข้าและออกจากร่างกาย ไม่ใช่การระลึกนึกถึงลมหายใจเข้าออก คนละอย่างกัน และ การปฏิบัติสมาธิโดยใช้กสิณลม นั้น ก็จะเกี่ยวข้องกับ ฌาน ๔ ซึ่ง เป็น รูปฌาน และเชื่อมสัมพันธ์กับ  ๑.อุปจารสมาธิ สมาธิจวนเจียน หรือสมาธิเฉียด ๆ ๒.อัปปนาสมาธิ สมาธิแน่วแน่ ฯลฯ อย่างนี้เป็นต้น<br />
ดังนั้น ไม่ว่าท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องในทางพุทธศาสนา จะอยู่ในบทบาทหน้าที่ใดก็ตาม ควรได้ทำความเข้าใจ และควรได้ทำการอธิบายให้กับผู้ศรัทธาทั้งหลายได้เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามหลักวิชชาการ<br />
อนึ่ง &quot;กสิณ๑๐&quot; บางข้อ เป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิด เกิดอารมณ์ ความรู้สึกว่า เป็นของธรรมดา เพื่อใช้ในการดำรงชีวิตปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  และที่สำคัญยิ่ง &quot;กสิณ&quot; เป็นพื้นฐานของการปฏิบัติในกรรมฐาน กองอื่นๆอีกด้วย<br />
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์<br />
๙ พ.ค. ๒๕๕๕<br />
ผู้สอน</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>Buddha</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3859</guid>
		</item>
		<item>
			<title>เรืองราว</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3858&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Wed, 09 May 2012 02:15:36 GMT</pubDate>
			<description>อานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ 
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์ 
พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดู 
เคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>อานิสงส์ของการสวดพุทธคุณ<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
พระพุทธคุณ อาตมาสังเกตมาว่า บางคนเขาไปหาหมอดู<br />
เคราะห์ร้ายก็ต้องสะเดาะเคราะห์ อาตมาก็มาดูเหตุการณ์ โชคลาง<br />
ไม่ดีก็เป็นความจริงของหมอดู อาตมาก็ตั้งตำราขึ้นมาด้วยสติ บอกว่า<br />
โยมไปสวดพุทธคุณเท่าอายุให้เกินกว่า ๑ ให้ได้ เพื่อให้สติดี แล้ว<br />
สวดพาหุงมหากาฯ หายเลย สติก็ดีขึ้น เท่าที่ใช้ได้ผล สวดตั้งแต่<br />
นะโม พุทธัง ธรรมมัง สังฆัง พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุง<br />
มหากาฯ จบแล้วย้อนกลับมาข้างต้น เอาพุทธคุณห้องเดียว ห้องละ<br />
๑ จบ ต่อ ๑ อายุ อายุ ๔๐ สวด ๔๑ อายุ ๓๕ สวด ๓๖ ก็ได้ผล<br />
พุทธคุณกับชาวคริสต์<br />
มีชาวคริสต์คนหนึ่ง มีลูกชายคนเดียว อยู่ที่ลาดพร้าว เป็น<br />
เศรษฐีที่ดิน อายุ ๕๑ ปี มีลูกชายคนเดียว สามีตาย ลูกชายเรียน<br />
หนังสือไม่เก่ง ก็ไปส่งเรียนปริญญาที่อเมริกา เป็นเศรษฐีที่กทม. ราชา<br />
ที่ดิน ที่ดินข้างคลองแสนแสบของเขาทั้งนั้น ไปจรดลาดพร้าวหลาย<br />
ร้อยไร่ เมื่อสมัยก่อนก็ขายได้หลายร้อยล้าน เป็นผู้มีเงิน ก็ส่งลูกไป<br />
เรียนเมืองนอก ลูกไม่เอาไหน ไปก็ไปซื้อรถเก๋ง พาจิ๊กโก๋ไปหาจิ๊กกี๋<br />
๓ ปีมาแล้ว แล้วก็มีหนังสือมาหลอกแม่เรื่อย เรียนจวนใกล้สำเร็จ<br />
ขอเงินอีก ๑ แสน ขอเงินอีก ๕ แสน<br />
แล้วในที่สุดเขาก็ไม่รู้จะไปหาที่พึ่งที่ไหน ก็ไปหาหมอดู หมอดูก็เอา<br />
เงินสะเดาะเคราะห์ ลูกถึงจะเรียนได้ แล้วก็ได้เงินสะเดาะเคราะห์<br />
ไปหาหมอทำก็ไม่สามารถจะสำเร็จได้ แต่พอดีก็มีคนสิงห์บุรีไปเป็น<br />
ลูกจ้างบ้านนั้น เขาเป็นนายทุนให้ก็พากันไปนครสวรรค์ กลับมาเขา<br />
ก็เลยแวะ เขาบอกอย่าแวะ ก็เลยแกล้งเพทุบายว่าปวดท้อง แวะเข้า<br />
มาวัดนี้หน่อย จะหาห้องน้ำแวะเข้ามาแล้ว นายทุนคนนี้ก็เข้าห้องน้ำ<br />
ด้วย คนนั้นก็มาบอกกับอาตมาว่าหลวงพ่อช่วยทีเถอะ แต่อาตมาก็ยัง<br />
ไม่รู้ว่าเขาเป็นคริสต์ บอกช่วยหน่อยเถอะเขามีลูกชายคนเดียว ผมก็<br />
ขอยืมเงินเขาใช้เรื่อย เราก็นึกในใจว่า ขอดูหน้าก่อน แล้วเขาก็พามา<br />
แล้วก็บอกให้ฟังว่า ลูกชายไปเรียนที่อเมริกา ไม่เอาไหนเลย พอรู้<br />
เข้าว่าเรียนไม่สำเร็จ ไปเที่ยวพานักศึกษาไทยไปเสียหายกัน ฉันก็จะ<br />
เป็นโรคประสาทแล้ว ท่านจะมีทางช่วยได้ไหม ดูหน้าแล้วก็รู้ว่า<br />
ลูกชายต้องสำเร็จปริญญาโท และจะสำเร็จปริญญาเอกด้วย แต่ทำไม<br />
เรียนไม่สำเร็จ เดี๋ยวมีวิธีทางแก้ เพราะลักษณะบอกให้รู้ถึงลูกด้วย<br />
ว่าลูกชายต้องเรียนสำเร็จ แต่ทำไมถึงเรียนไม่สำเร็จ<br />
มีวิธีแก้ อาตมาก็บอกว่า โยมไปสวดมนต์ สวดพุทธคุณ<br />
๕๒ จบ เพราะตอนนี้อายุ ๕๑ เขาบอกว่า ฉันสวดไม่ได้ ฉันเป็น<br />
คริสต์ พระบิดา พระบุตร พระจิต สวดได้ไหม ฉันก็เป็นคริสต์<br />
แบบชาวพุทธที่สวดมนต์ไม่เป็น ไปวัดเข้าโบสถ์ก็เข้าไปอย่างนั้นเอง<br />
วันนั้นก็เจ๊ากันไป ไม่ยอมรับ ก็อยู่ได้อีก ๔ - ๕ เดือน อาตมาจำหน้า<br />
ได้ ทีนี้มีคนพามาละ เขามากันเอง ๓ คน บอกว่า ฉันยอมจำนน<br />
บอก เอาอย่างนี้โยม ไปซื้อหนังสือสวดมนตเ์ ขา้ เลม่ หนึ่ง ฉันไม่<br />
อยากให้หนังสือสวดมนต์มีในบ้านฉัน ท่านช่วยเขียนให้หน่อยอาตมาก็ต้องเขียน พอตอนหลังขี้เกียจเขียนต้องพิมพ์เป็นใบ นี่พุทธคุณ<br />
ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากาฯ ฉันไม่นับถือพระ ฉันจะสวดได้<br />
หรือ ที่นอนนั้นแหละสวดไปก่อน อาตมาหาอุบาย เลยก็สวด<br />
พาหุงมหากาฯ ฉันท่องไม่ได้ อ่านตามตัวแล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรว่า<br />
อายุ ๕๑ สวด ๕๒ ใช้ก้านไม่ขีด ทิ้งเข้าซิ ทำไปก่อน เขาเลย<br />
มั่นใจว่าคิดว่าจะทำได้ บอกว่า โยมสวดมนต์เสร็จแล้วแผ่เมตตา<br />
ให้ลูก อย่าด่าลูกนะ อย่าแช่งลูก ให้ลูกมีความเจริญสุข และให้ลูกมี<br />
ความตั้งใจเรียนหนังสือให้สำเร็จ<br />
พอไปสวดได้ ๓ เดือน ท่องได้หมดเลย หนักเข้าก็ไม่ต้องใช้<br />
ก้านไม้ขีดแล้ว จึงเกิดอานิสงส์ ๒ ประการ<br />
หนึ่ง โรคประสาทหาย กินได้นอนหลับ ชื่นอกชื่นใจ นอน<br />
หลับก็ใจดี เริ่มแผ่ส่วนกุศลให้ถึงลูกแล้ว บุญกุศลของแม่จะถึงลูกถึง<br />
ตอนไหน รู้กันตอนนี้ เพราะลูกนี่เฟ้อในการเงิน ขอเงินแม่เรื่อยเลย<br />
ไม่รู้บุญกุศลของแม่แต่ประการใด วันนั้นบุญกุศลของแม่ถึง ประมาณ<br />
๖ เดือนหลังจากสวดมนต์ อาตมาจดไว้ วันนั้นพอดีลูกชายพาพวก<br />
นักศึกษาไทยที่ส่งด้วยทุนของตัวเองไปเที่ยว ขับรถไปชนเสาไฟฟ้า<br />
เพื่อนอยู่ข้างหลังกระเด็นออกจากรถหมด ไม่ตายไม่เป็นอะไรเลย<br />
แต่เจ้านี่ต้องไปอัดก๊อปปี้กับเสาไฟฟ้า เสาล้ม ต้องเสียเงินหลายแสน<br />
พวงมาลัยอัดหน้าอกไปโคม่าอยู่โรงพยาบาล ไม่รู้สึกตัว แล้วพอดีมี<br />
ลูกพี่อยู่คนหนึ่ง เป็นแพทย์อยู่ที่อเมริกาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ก็ไปเยี่ยม<br />
ถ้าจะไม่รอดแน่ ก็ให้อ๊อกซิเจน นายแพทย์อเมริกาบอกว่าไม่รอดแน่<br />
วันนั้นผ่านไป รุ่งขึ้นลืมตา พอรอดมาแล้วปวดเมื่อยจะตาย<br />
น้ำตาร่วงคิดถึงแม่ มันเฟ้อไปในสังคม มันจะไม่คิดถึงแม่ บางคนอายุ๘๐ แก่จะตาย เวลาใกล้ตายหลงคิดถึงแม่จ๋า กระทั่งแม่ตายไปตั้งนาน<br />
แล้วอย่างนี้แน่นอน มันทุกข์หนัก บอกปวดเมื่อยทั่วสรรพางค์กาย<br />
คุณแม่จ๋ารำพันคิดถึงแม่<br />
ข้อสอง ลูกคิดถึงแม่ ถ้าแม่ทราบว่าหนูไม่เรียนหนังสือแล้ว<br />
แม่จะเสียใจแค่ไหน ทราบเข้าก็ดีอกดีใจมาวัดเลย เลี้ยงเพลพระ<br />
สวดธรรมจักรให้ ๑ จบ<br />
ในที่สุด พอลูกกลับจากอเมริกาพาลูกมาเลย อาตมาให้<br />
พระบูชาไป ๑ องค์ แม่ก็เล่าให้ฟังเพราะเหตุอย่างนี้ ลูกเลยสวดมนต์<br />
ภาวนาแล้วไปเข้าวัดไทย ไปนั่งวิปัสสนาที่เมืองนอก เจ้าคุณเทพ<br />
โสภณรู้จัก แต่ไม่รู้เรื่องวัดอัมพวัน รู้ว่าเจ้านี่มันนักกรรมฐานปริญญาเอก<br />
เดี๋ยวนี้ไม่ยอมกลับบ้าน แม่บอกหลวงพ่อให้ฉันสวดมนต์อะไรให้ลูก<br />
กลับประเทศไทย ไม่มีกลับเรารู้แล้วไม่กลับแน่<br />
อันนี้ได้ผลแน่นอน ขอฝากไว้ว่าเด็กหรือใครก็ตาม ก็ต้อง<br />
ประสบทุกข์จะคิดถึงแม่ ถ้าไม่ประสบทุกข์ให้เงินไปเฟ้อ ไม่คิดถึงแน่<br />
ต้องประสบทุกข์จึงจะเห็นตัวธรรมะ เห็นอกเห็นใจเลยเชียว เขามาเล่า<br />
ให้อาตมาฟัง บอกหลวงพ่อครับ ผมไมคิ่ดถึงแมเ่ ลย ๓-๔ ป &#63234; ที่อเมริกา<br />
แต่ก็คิดถึงแม่ว่า อยู่กับแม่ป้อนข้าวให้พัดวีให้ ได้คิดอย่างนี้เลยจึงกลับ<br />
แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อนี่ช่วยเอาไว้ เขาเลื่อมใส อาตมาบอกว่า<br />
ถา้ เชื่อนะ ไปเดี๋ยวนี้ ตัดผม เพราะผมเขายาวประบา่ เลยตัดผมที่นี่<br />
สิงห์บุรีเห็นได้ชัดมาก เจ้าคนนี้ บอกแหมหลวงพ่อว่าผมนี่ผลาญเงิน<br />
แม่ไปหลายล้านบาท ดังที่กล่าวแล้ว อาตมาก็ตั้งตำรา ถ้าคนไหน<br />
เคราะห์ร้ายสวดพุทธคุณพ่อ-แม่ทำกรรมฐานให้กับลูก<br />
โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์<br />
ถ้าพ่อมีบุญแม่มีบุญได้เจริญกรรมฐาน ลูกออกมาก็จะมีบุญ<br />
วาสนาด้วย สมองกลดลบันดาล ลูกก็มีปัญญา ถ้าพ่อมีเวร แม่ซ้ำมีเวร<br />
สร้างเวรสร้างกรรมกันมา ลูกจะมีสมองดีไม่ได้ ออกมาก็เป็นคน<br />
ใบบ้า เสียจริตผิดมนุษย์ เป็นคนปัญญาอ่อนไม่สามารถจะสอนให้เขา<br />
ดีได้ นี่แหละกรรมมาจากพ่อแม่<br />
เพราะฉะนั้น การเจริญพระกรรมฐานทำให้สะสมบุญ ทำให้<br />
มีคุณประโยชน์ถึงบุตรของตน อันนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ ที่เราสวด<br />
มนต์ว่า กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ<br />
ยังกัมมัง กะริสสามิ กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ทา่ นทั้งหลายเอย๋<br />
ที่เราสร้างบุญสร้างบาปกันมาเอง นี่แหละพ่อแม่สร้างความไม่ดีให้กับลูก<br />
ทำความไม่ถูกให้กับหลาน เวรกรรมก็จะโยนให้กับลูกของตน<br />
จุดมุ่งหมายอันนี้ นี่แหละปัญจสาขา แยกออกมาจากท้องของ<br />
มารดา บางคนก็ออกมามือง่อย ขาก็ง่อย แถมหัวโตมีน้ำอยู่ในสมอง<br />
แล้วก็อยู่อย่างเป็นทุกข์ บางคนก็เป็นโรคตับโรคไต ก็เนื่องจากพ่อแม่<br />
สมประดีสร้างปาณาติบาตมา ใจดำอำมหิตเหี้ยมโหด ทารุณดุร้าย<br />
ลูกก็จะเป็นอย่างนี้ ออกมาอาการ ๓๒ ไม่ครบ เอาดีไม่ได้อย่างนี้<br />
เป็นต้น<br />
<br />
<br />
<br />
เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ ถวายเทียน  ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและที่ผ่านมาได้บริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยที่ รพ.ศิริราช บริจาคเงินทำบุญกับวัดเน่งเล่งยี่ 2 กับคุณแม่และ ญาติพี่น้อง และได้อาสาเป็นเด็กวัดส่งของในการบิณฑบาตรในกรณีที่พระท่านถือของบิณฑบาตรไม่ไหว และตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย <br />
<br />
<br />
ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน <br />
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท <br />
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม <br />
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา<br />
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ  ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน ได้บริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยที่ รพ.ศิริราช บริจาคเงินทำบุญกับวัดเน่งเล่งยี่ 2 กับคุณแม่และ ญาติพี่น้อง และได้อาสาเป็นเด็กวัดส่งของในการบิณฑบาตรในกรณีที่พระท่านถือของบิณฑบาตรไม่ไหว <br />
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>คุณรสมน</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3858</guid>
		</item>
		<item>
			<title>อานาปานสติ ๑ ในอนุสติ ๑๐ อย่าง</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3857&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Tue, 08 May 2012 13:45:28 GMT</pubDate>
			<description>อานาปานสติ ๑ ใน อนุสติ ๑๐ อย่าง  
ในวันนี้ข้าพเจ้าจะอรรถาธิบายให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรุ้ ความเข้าใจ ในหลักอนุสติ ๑๐ อย่างในทางพุทธศาสนา โดยจะยกเอา...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>อานาปานสติ ๑ ใน อนุสติ ๑๐ อย่าง <br />
ในวันนี้ข้าพเจ้าจะอรรถาธิบายให้ท่านทั้งหลายได้เกิดความรุ้ ความเข้าใจ ในหลักอนุสติ ๑๐ อย่างในทางพุทธศาสนา โดยจะยกเอา อนุสสติ ข้อ &quot;อานาปานสติ&quot; ขึ้นมาอรรถาธิบายให้ท่านทั้งหลายได้ไตร่ตรอง คิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน<br />
ท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในเพศใด ฐานะใด บทบาทหน้าที่ใด อันเกี่ยวข้องกับทางพุทธศาสนา หลงเข้าใจผิดกันมานาน ตามคำสอนที่บอกต่อๆกันมาเกี่ยวกับ อานาปานสติ ในทางที่ไม่ถูกต้อง ในทางที่ผิดแผก ผิดหลักการ ผิดวัตถุประสงค์ของหลักธรรมแห่ง &quot;อนุสสติ ๑๐ อย่าง&quot; <br />
อนุสสติ หมายถึง อารมณ์ที่ควรระลึก นึกถึงอยู่เนืองๆ (จากพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับพระธรรมปิฏกฯ) นั่นย่อมหมายถึง การระลึกนึกถึงเมื่อเกิดมีความคิดจากการได้สัมผัสจากอายตนะทั้งหลายแล้วเกิดความคิดที่ทำให้เป็นทุกข์ ไม่สบายใจ ฯ กล่าวคือ ระลึกนึกถึง ๑) พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ๒) ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม ๓) สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ๔) สีลานุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษา ๕) จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว ๖) เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณที่ทำคนให้เป็นเทวดา ๗) มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะต้องมีเป็นธรรมดา ๘) กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกายให้เห็นว่าไม่งาม ๙) อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก ๑๐) อุปสมานุสติ ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบระงับกิเลสและความทุกข์ คือ นิพพาน<br />
แต่ท่านทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับทางพุทธศาสนา กับหลงเข้าใจผิดคิดว่า  &quot;อานาปานสติ&quot; เป็นการปฏิบัติสมาธิ สอนกันมาแบบผิดผิดมาโดยตลอด จริงอยู่ อานาปานสติ หมายถึง การตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก แต่เป็นการกำหนดลมหายใจเข้าออก เมื่อได้สัมผัสกับ รูป รส กลิ่น เสียง แสงสี โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ แต่มิได้เป็นการฝึกกรรมฐาน เพื่อให้ใจสงบ แต่เป็นการกำหนดลมหายใจเพื่อเป็นการให้มีสติ หรือรวบรวมสติ ในเหตุการณ์เฉพาะหน้านั้นๆ หรือระลึกนึกถึงลมหายใจกำหนดลมหายใจเมื่อเกิดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ที่เป็นไปในทาง &quot;อกุศล&quot; อันเกิดขึ้นในจิตใจ ในความคิดของแต่ละบุคคลเมื่อได้สัมผัสกับอายตนะฯทั้งหลาย <br />
การปฏิบัติสมาธินั้น เป็นการฝึกควบคุมมิให้เกิดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก อันฟุ้งซ่าน  มีหลักการปฏิบัติ อีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ระลึกนึกถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้า คนละแบบกัน<br />
การปฏิบัติสมาธินั้น มักจะเป็นในรูปของ กสิณ จะลืมตาหรือหลับตาก็ได้ทั้งนั้น <br />
และด้วยเหตุที่ &quot;อนุสสติ&quot; เป็นหนึ่งใน &quot;กรรมฐาน ๔๐ กอง&quot; จึงเกิดความเข้าใจผิด ใช้อานาปานสติ ไม่ถุกต้อง สอน อานาปานสติ กันแบบผิดวัตถุประสงค์ จะว่าบิดเบือนก็คงไม่ได้ เพราะ จัดอยู่ในกรรมฐาน เหมือนกัน เพียงแต่ ในแต่ละอย่างล้วนมีการใช้ที่แตกต่างกันไป ที่กล่าวไปนี้หมายถึง กัมมัฎฐาน ๔๐ กอง มีการใช้ที่แตกต่างกัน คือ แต่ละอย่างก็มีการใช้เฉพาะทางเท่านั้น <br />
ขอให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษา และคิดพิจารณา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้เถิดขอรั<br />
<br />
จ่าสิบตรี เทวฤทธิ์ ทูลพันธ์<br />
 ผู้เขียน<br />
๘ พ.ค.๒๕๕๕</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=8">ลานพระรัตนตรัย</category>
			<dc:creator>Buddha</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3857</guid>
		</item>
		<item>
			<title>วันวิสาขบูชา 1 - 5 มิย. 55  ขอเชิญปฏิบัติธรรม ที่วัดบางพาน</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3856&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Tue, 08 May 2012 12:10:36 GMT</pubDate>
			<description>วันวิสาขบูชา  1  5 มิย.  55  ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรม  เจริญวิปัสสนากรรมฐาน  ที่  วัดบางพาน  อ. เมือง  จ.สิงห์บุรี    
      
          ...</description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>วันวิสาขบูชา  1  5 มิย.  55  ขอเชิญร่วมปฏิบัติธรรม  เจริญวิปัสสนากรรมฐาน  ที่  วัดบางพาน  อ. เมือง  จ.สิงห์บุรี   <br />
     <br />
           ดูรายละเอียดได้ที่  <a href="http://watbangphan.org" target="_blank">http://watbangphan.org</a>  <br />
     <br />
         การเดินทาง<br />
ผู้ที่ขับรถยนต์มา<br />
1.  มาจากกรุงเทพ  มาตามสายเอเชีย ผ่าน อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี  โลตัสสิงห์บุรี เลยทางเข้าสิงห์บุรี  ช่วงที่ 2  ให้ชิดขวากลับรถหน้าศูนย์รถยนต์เชฟโรเลต หลัก กม.89   กลับไปทางกรุงเทพ  โดยให้ชิดซ้ายเข้าทางคู่ขนาน ขับผ่านทางเข้าสิงห์บุรี  ไปตามป้ายกรุงเทพ อ่างทองขับลอดใต้สะพานไปประมาณ 20 เมตร  ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนอีก 3 กม.  วัดจะอยู่ทางขวามือ<br />
2.  มาจากทางเหนือ  เมื่อเห็นป้ายสิงห์บุรี ให้ชิดซ้ายเข้าทางคู่ขนาน ขับผ่านทางเข้าสิงห์บุรี  ไปตามป้ายกรุงเทพ อ่างทอง ขับลอดใต้สะพานไปประมาณ 20 เมตร ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนอีก 3 กม.  วัดจะอยู่ทางขวามือ<br />
<br />
ผู้ที่มาโดยรถประจำทาง<br />
1.  มาจากกรุงเทพ  <br />
1.1 นั่งรถตู้ กทม.-สิงห์บุรี ที่อนุสาวรีย์ชัย  ลงสุดสายที่ บขส.สิงห์บุรี  หรือนั่งรถทัวร์ กทม.-สิงห์บุรี ที่หมอชิต  ลงสุดสายที่ บขส.สิงห์บุรี  ต่อรถสองแถวสีแดงมาที่วัดบางพาน <br />
1.2  นั่งรถตู้ กทม.-สิงห์บุรี หรือรถทัวร์ สิงห์บุรี  อินทร์บุรี  ชัยนาท นครสวรรค์  ลงที่ โลตัส สิงห์บุรี  แล้วโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ที่วัด  จะมีรถออกมารับ หรือขึ้นมอเตอร์ไซด์รับจ้างมาที่วัด ( ประมาณ 4 กม. )<br />
2.  มาจากทางเหนือ  เมื่อเลยทางเข้าสิงห์บุรี  ให้เตรียมตัวลงที่  ปั๊มน้ำมัน ปตท. หงส์ชวลิต  แล้วโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ที่วัด  จะมีรถออกมารับ หรือนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างมาที่วัด ( ประมาณ 4 กม. )<br />
<br />
    โทรศัพท์  086-3077955</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=10">ลานประกาศและบอกบุญ</category>
			<dc:creator>sapan2554</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3856</guid>
		</item>
		<item>
			<title>โครงการถวายมหาสังฆทาน 9 วัด ครั้งที่ 7 (29 พ.ค. 55)</title>
			<link>http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3855&amp;goto=newpost</link>
			<pubDate>Tue, 08 May 2012 08:55:06 GMT</pubDate>
			<description><![CDATA[คณะบริหารธุรกิจและคณะมนุษย์ศาสตร์ มช. ขอเชิญร่วมบุญ &#8220;มหาสังฆทาน 9 วัด ครั้งที่ 7&#8221; 
 
ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา 
ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี...]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>คณะบริหารธุรกิจและคณะมนุษย์ศาสตร์ มช. ขอเชิญร่วมบุญ &#8220;มหาสังฆทาน 9 วัด ครั้งที่ 7&#8221;<br />
<br />
ถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา<br />
ฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า<br />
ถวายวันอังคารที่ 29 พฤษภาคม 2555 <br />
วัดในพุทธตำนานพระเจ้าเลียบโลก<br />
ณ วัดเจดีย์หลวง <br />
วัดพระนอนขอนม่วง <br />
วัดพระนอนแม่ปูคา<br />
วัดเจดีย์เหลี่ยม<br />
วัดพระนอนหนองผึ้ง<br />
วัดพระนอนป่าเก็ตถี่<br />
วัดพระธาตุหริภุญชัย<br />
วัดพระนอนม่อนช้าง<br />
วัดพระพุทธบาทตากผ้า<br />
<br />
<br />
*** ร่วมทำบุญได้โดยโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์<br />
&#8220;โครงการมหาสังฆทาน 9 วัด&#8221;<br />
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา มช.<br />
เลขที่บัญชี : 667-279620-3<br />
<br />
(บริจาคผ่านเคาเตอร์ธนาคาร ยกเว้นค่าธรรมเนียมโอนทั่วประเทศ)<br />
<br />
<br />
สอบถามและร่วมถวายสังฆทานได้ที่<br />
อ.ดร. อดิศักดิ์ ธีรานุพัฒนา คณะบริหารธุรกิจ มช.<br />
โทร. 081-8696068 Email : <a href="mailto:adisak_t@hotmail.com">adisak_t@hotmail.com</a><br />
อ. ฉัตรวิบูลย์ ไพจ์เซล คณะมนุษย์ศาสตร์ มช.<br />
โทร. 081-6441666 Email : <a href="mailto:chat.peijsel@gmai.com">chat.peijsel@gmai.com</a><br />
<br />
<br />
ขออนุโมทนาบุญกับผู้ร่วมบุญทุกๆท่าน มา ณ โอกาสนี้ (สาธุๆๆ)</div>

]]></content:encoded>
			<category domain="http://larnbuddhism.com/webboard/forumdisplay.php?f=10">ลานประกาศและบอกบุญ</category>
			<dc:creator>Archanai</dc:creator>
			<guid isPermaLink="true">http://larnbuddhism.com/webboard/showthread.php?t=3855</guid>
		</item>
	</channel>
</rss>

