ตรัสเหตุแผ่นดินไหว

              ขณะนั้น พระอานนท์เถระ ได้เห็นความอัศจรรย์ในเพราะแผ่นดินไหวเช่นนั้น ก็มีความพิศวง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามถึงเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหวใหญ่ พระบรมศาสดาตรัสบอกเหตุแห่งแผ่นดินไหวใหญ่ แก่พระอานนท์เถระว่า
              "อานนท์ แผ่นดินไหวด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ
        ๑. ลมกำเริบ
        ๒. ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
        ๓. พระโพธิสัตว์จุติจากดุสิตลงสู่พระครรภ์
        ๔. พระโพธิสัตว์ประสูติ
        ๕. พระตถาคตเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
        ๖. พระตถาคตเจ้าแสดงธรรมจักรกัปปวัตนสูตร
        ๗.พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
        ๘. พระตถาคตเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
อานนท์ เหตุ ๘ ประการนี้แล แต่ละอย่าง ย่อมทำให้แผ่นดินไหวได้"

              ต่อนั้น พระบรมศาสดาได้ทรงตรัสเล่าถึงเรื่องพญามาร ได้อาราธนาให้พระองค์ปรินิพพาน เริ่มแต่แรกตรัสรู้ จนถึงอาราธนาให้ปรินิพพานในวันนี้อีก ในที่สุดก็ตรัสว่า
              "บัดนี้ ตถาคตได้รับอารธนาพญามาร กำหนดปลงอายุสังขาร อีก ๓ เดือนก็จักปรินิพพานแล้ว เพราะเหตุนั้นแผ่นดินจึงไหว"

              พระอานนท์เถระจึงกราบทูลว่า "ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงได้ทรงพระกรุณาดำรงพระชนมายุกัปป์หนึ่งเถิด เพื่อประโยชน์สุขเป็นอันมากแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย"
              "อย่าเลย อานนท์ เธออย่าวิงวอนตถาคตเลย บัดนี้ มิใช่เวลาอันควรที่เธอจะวิงวอนตถาคตเสียแล้ว"

              แม้พระบรมศาสดาจะตรัสห้ามเช่นนั้นแล้ว พระอานนท์ก็ยังได้ทูลวิงวอนอยู่อีกถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง พระองค์จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอยังเชื่อปัญญา ความตรัสรู้ของตถาคตอยู่หรือ ?"
              "เชื่อพระเจ้าข้า ข้าพระองค์เชื่อมั่นในความตรัสรู้ของพระองค์"
              "ก็เมื่อเธอเชื่อมั่นเช่นนั้น ไฉนเธอจึงมาแค่น จึงได้วิงวอนตถาคต ซึ่งห้ามเธออยู่ถึง ๓ ครั้งเล่า ?"
              "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยข้าพระองค์ได้สดับรับรู้มาจากพระองค์ว่า "ผู้ใดได้เจริญอิทธิบาทภาวนา ๔ ประการนี้ ทำให้มาก ให้ชำนาญดีแล้ว ผิวะผู้นั้นประสงค์จะดำรงชนมายุอยู่นาน เขาก็จะพึงตั้งอยู่ได้ถึงกัปป์หนึ่ง หรือเกินกว่า ก็อิทธิบาทภาวนานั้น พระองค์ทรงเจริญได้ดียิ่งแล้ว หากพระองค์ทรงประสงค์จะดำรงพระชนมายุอยู่ ก็จะดำรงอยู่ได้ถึงกัปป์หนึ่ง หรือยิ่งกว่า "เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงได้กราบทูลวิงวอนอาราธนาถึง ๓ ครั้ง ดังนี้"
              "อานนท์ เธอเชื่อหรือไม่ว่า อิทธิบาทภาวนามีอานุภาพถึงเช่นนั้น "
              "เชื่อ พระเจ้าข้า"
              "แล้วเพราะอะไรเล่า อานนท์ เมื่อตถาคตทำนิมิตโอภาสอันชัด ซึ่งพอจะรู้ได้อานนท์ก็กลับไม่รู้ ไม่อาราธนา ไม่วิงวอนตถาคต ในกาลอันควรจะอารธนา เป็นความผิดของอานนท์ผู้เดียว"
              "อานนท์ ถ้าในคราวนั้น หากเธอจะรู้ทัน และอาราธนาตถาคตแล้ว ตถาคตก็จะพึงห้ามสัก ๒ ครั้ง แล้วในครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะรับคำวิงวอนอารธนานั้น ก็เมื่ออานนท์ไม่วิงวอนอารธนาในเวลานั้น จึงเป็นความผิดพลาดของอานนท์ผู้เดียว"
              "อานนท์ ความจริง นิมิตโอกาสนี้ มิใช่ตถาคตจะแสดงแก่เธอในครั้งเดียว ในที่นี้ ก็หาไม่ ตถาคตได้แสดงแก่อานนท์ถึง ๑๖ ครั้ง ๑๖ ตำบล อานนท์คงจะยังระลึกได้อยู่ คือ ที่เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล คือ ๑. ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ๒. ที่โคตมนิโครธ ๓. ที่เหวสำหรับทิ้งโจร ๔. ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างภูเขาเวภารบรรพต ๕. ที่กาฬศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต ๖. ที่สัปปิโสภณฑิกา ณ สีตวัน ๗. ที่ตโปทาราม ๘. ที่เวฬุวนาราม ๙. ที่ชีวกัมพวนาราม ๑๐. ที่มัททกุจฉิวัน กับที่เมืองไพศาลี ๖ ตำบล คือ ๑. ที่อุทเทนเจดีย์ ๒. ที่โคตมเจดีย์ ๓. ที่สัตตัมพเจดีย์ ๔. ที่พหุปุตตเจดีย์ ๕. ที่สารันทเจดีย์ ๖. ที่ปาวาลเจดีย์ นี้เป็นครั้งสุดท้าย รวมเป็น ๑๖ ตำบลด้วยกัน

              อานนท์ ในวาระทั้ง ๑๖ ครั้งนั้น เป็นกาลที่ควรจะอารธนา วิงวอนตถาคต อานนท์ก็ไม่รู้ ไม่อารธนา ไม่วิงวอน หากใน ๑๖ ครั้งนั้น อานนท์จะพึงอาราธนาวิงวอนตถาคต ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ตถาคตก็พึงห้ามเสีย ๒ ครั้ง แล้วในครั้งที่ ๓ ตถาคตก็จะรับอารธนาของอานนท์ เพราะอานนท์ไม่รู้ ไม่อาราธนา ไม่วิงวอนปล่อยให้ล่วงเลยเวลาอันควรมา นั่นเป็นความผิดพลาดของอานนท์ผู้เดียว
              "ตถาคตได้บอกเธอมาแต่เดิมแล้วมิใช่หรือ อานนท์ ว่า " บรรดาสัตว์สังขารที่รักใคร่เจริญใจทั้งปวง ล้วนไม่คงทนถาวรอยู่ได้ ตามใจประสงค์ ย่อมจะพลัดพรากจากไปเป็นอย่างอื่นสิ้น จะหาสิ่งซึ่งเที่ยง ยั่งยืน ถาวร ในสังขารนี้ได้ที่ไหน ทุกสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ย่อมมีความสลายตัวไปเป็นธรรมดา การที่จะร่ำร้องว่า ขอสิ่งนั้นอย่าได้ฉิบหายเลย ย่อมไม่เป็นฐานะที่พึงได้ เป็นได้ ดังประสงค์โดยแท้"
              "ดูกรอานนท์ สิ่งใดที่ตถาคตได้สละแล้ว คายแล้ว ปล่อยเสียแล้ว ละเสียแล้ว วางเสียแล้ว การที่ตถาคตจักคืนกลับมารับสิ่งนั้นเข้าไว้อีก เพราะเหตุแห่งชีวิต ไม่เป็นฐานะที่จะมีขึ้นได้เลย
              อานนท์ ทั้งคนหนุ่ม ทั้งคนแก่ ทั้งคนโง่ คนฉลาด คนจน คนมี ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยกันสิ้น เหมือนภาชนะดิน ถึงจะเล็ก ใหญ่ ดิบ สุก ประการใด ก็ย่อมมีความแตกทำลายเป็นที่สุดเหมือนกันหมด ฉะนั้น

              สังขารทั้งหลาย มีความไม่เที่ยงเป็นธรรม มีความเกิดในเบื้องต้น แปรปรวนในท่ามกลาง และดับทำลายลงในที่สุด พระนิพพาน เป็นคุณชาติดับเสียซึ่งชาติ ชรา มรณะ เป็นเอกันตสุข ประเสริฐ หาสิ่งเสมอมิได้

              อานนท์ วัยของตถาคตล่วงลุถึงความชราแล้ว ชีวิตของตถาคตเหลืออยู่น้อยแล้ว ไม่ช้าก็จะละท่านทั้งปวงไป ท่านทั้งหลายจงมีสติ อย่าได้ประมาท พยายามกระทำที่พึ่งแก่ตน พึงรักษาจตุปาริสุทธิศีลมากอยู่ ด้วยการเจริญสมณะธรรมเป็นอันดี ผู้ใดมั่นอยู่ในอัปปามาทธรรม ประพฤติธรรมวินัยนี้ให้บริสุทธิ์ด้วยดี ผู้นั้นจะละเสียได้ซึ่งชาติสงสาร ถึงซึ่งฝั่งแห่งนิพพานอันเป็นที่สุดแห่งวัฏฏทุกข์"

              ครั้นผู้มีพระภาคตรัสพระธรรมเทศนา แก่พระอานนท์เถระเจ้า ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงรับสั่งแก่พระอานนท์ว่า "อานนท์ เราพร้อมกันจะไปบ้านภัณฑุคาม ณ บัดนี้" เมื่อพระภิกษุสงฆ์พร้อมกันแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินไปยังบ้านภัณฑุคาม ประทับสำราญพระอิริยาบถโดยควรแก่พระอัธยาศัย แสดงธรรมโปรดพุทธบริษัท ณ บ้านภัณฑุคามนั้น ให้ตั้งอยู่ในอริยะธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ อันเป็นธรรมนำให้หลุดพ้นจากอาสวะทั้งมวล

              ต่อนั้น พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้เสด็จไปสู่บ้านหัตถีคาม และอัมพคาม และชมพุคาม และเมืองโภคนคร โดยลำดับ ประทับอยู่ที่โภคนคร แสดงธรรมโปรดพุทธบริษัทชาวเมืองนั้น

              ต่อนั้น จึงได้เสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้ายับยั้งอาศัยอัมพวัน สวนมะม่วงของนายจุนท์กัมมารบุตร คือบุตรของนายช่างทอง ซึ่งอยู่ใกล้เมืองนั้น.

ทรงปลงอายุสังขาร    บิณฑบาตครั้งสุดท้าย